
อรรถกถา วาโลทกชาดก
ว่าด้วย น้ำหาง
ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่ พระเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี ทรงปรารภเรื่องของ “คนกินเดน 500 คน” แล้วตรัสพระธรรมเทศนานี้ขึ้น โดยเริ่มต้นด้วยคำว่า “วาโลทกํ อปฺปรสํ นิหีนํ” แปลว่า “น้ำหางที่มีรสน้อยและเลว”
ในกรุงสาวัตถีมี อุบาสก 500 คน (คือชาวบ้านที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า) พวกเขาวางความกังวลเรื่องบ้านเรือนไว้กับภรรยาและลูก แล้วเดินทางไปฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าด้วยกันทุกวัน
เมื่อได้ฟังธรรมแล้ว บางคนก็บรรลุเป็นโสดาบัน บางคนเป็นสกทาคามี บางคนเป็นอนาคามี ไม่มีใครที่ยังเป็นปุถุชนอยู่เลย พวกเขาเป็นคนสงบ เสียงเบา และชอบอยู่ในที่เงียบสงัด
ทุกครั้งที่มีคนมานิมนต์พระพุทธเจ้าไปแสดงธรรม ก็มักจะนิมนต์อุบาสก 500 คนนี้ไปด้วย เพราะพวกเขาเป็นผู้ฟังธรรมที่สงบ สำรวม และน่านับถือ
แต่ในบ้านของอุบาสกเหล่านี้ ยังมี คนรับใช้ 500 คน ซึ่งทำหน้าที่จัดของใช้ให้ เช่น ไม้สีฟัน น้ำล้างหน้า ผ้า ของหอม และดอกไม้ต่าง ๆ พวกเขาไม่ได้สนใจธรรมะเลย อาศัยอยู่ด้วยการกินอาหารที่เหลือจากเจ้านาย จึงถูกเรียกว่า “คนกินเดน”

คนรับใช้เหล่านี้ กินอาหารเช้าเสร็จแล้วก็นอนกลางวัน พอตื่นขึ้นมาก็ไปเล่นน้ำที่แม่น้ำอจิรวดี โห่ร้อง หัวเราะ เล่นกันเสียงดังอย่างสนุกสนาน ส่วนอุบาสกทั้ง 500 คนนั้น กลับใช้เวลาสงบภาวนา ไม่ส่งเสียงอึกทึก
วันหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงได้ยินเสียงอื้ออึงจากฝั่งแม่น้ำ จึงตรัสถามพระอานนท์ว่า “เสียงอะไรนั่น อานนท์?” พระอานนท์กราบทูลว่า “เป็นเสียงของพวกคนกินเดน พระพุทธเจ้าข้า”

พระองค์จึงตรัสว่า
“อานนท์ คนกินเดนเหล่านี้เมื่อก่อนก็กินของเหลือแล้วส่งเสียงเอะอะเช่นนี้เหมือนกัน ส่วนอุบาสก 500 คนนั้น ก็สงบเสงี่ยมมาแต่ในอดีตเช่นกัน”
เมื่อพระอานนท์กราบทูลขอให้ตรัสเรื่องในอดีต พระพุทธเจ้าจึงเล่าเรื่องชาดกในอดีตกาลว่า
ในอดีตกาล เมื่อครั้งพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ (คือพระพุทธเจ้าครั้งเป็นปุถุชน) เกิดในตระกูลอำมาตย์ ครั้นเติบโตขึ้นก็ได้เป็นเสนาบดีถวายคำปรึกษาทางอรรถธรรมแก่พระราชา
วันหนึ่ง พระราชาทรงทราบข่าวว่ามีเหตุวุ่นวายที่ชายแดน จึงรับสั่งให้เตรียมกองทัพใหญ่ พร้อมด้วยม้าสินธพจำนวน 500 ตัว แล้วเสด็จไปปราบปรามจนสงบเรียบร้อย ก่อนเสด็จกลับพระนคร

เมื่อกลับถึงวัง พระราชารับสั่งว่า
“ม้าสินธพเหล่านี้ลำบากมาก ให้พวกมันได้ดื่มน้ำผลจันทน์สด ๆ เพื่อฟื้นกำลังเถิด”
น้ำผลจันทน์ที่คั้นให้ม้าดื่มนั้นหอมหวานและมีรสดี ม้าทั้งหลายดื่มแล้วก็สงบ พักผ่อนในคอกของตนอย่างเรียบร้อย

ส่วน กากผลจันทน์ (คือส่วนที่เหลือจากการคั้นน้ำให้ม้า) ยังมีกลิ่นหอมจาง ๆ อยู่ พวกข้าราชการจึงทูลถามพระราชาว่า “ของเหลือพวกนี้จะให้ทำอย่างไรดี พระเจ้าข้า?”
พระราชาตรัสว่า
“จงเอามาขยำกับน้ำ แล้วกรองด้วยผ้าเปลือกปอ แล้วให้น้ำนี้แก่ ลาที่ใช้ขนอาหารให้ม้า ดื่ม”
พวกลาได้ดื่มน้ำที่เหลือจากม้าแล้วก็มึนเมา ร้องส่งเสียงดัง วิ่งเต้นกันทั่วพระลานหลวง เหมือนสัตว์เสียสติ พระราชาเปิดหน้าต่างออกมาดู เห็นลาทั้งหลายวิ่งร้องอึกทึก ในขณะที่ม้าสินธพ 500 ตัวกลับสงบนิ่ง ไม่ส่งเสียงเลย
พระราชาจึงตรัสเรียกพระโพธิสัตว์มาถามว่า
“อำมาตย์เอ๋ย ลาเหล่านี้แค่ดื่มน้ำกากที่เหลือจากผลจันทน์นิดเดียวก็เมา แต่พวกม้าสินธพดื่มน้ำจันทน์แท้ ๆ กลับสงบไม่เมา เป็นเพราะเหตุใดกันนะ?”
แล้วพระราชาก็กล่าวคาถาว่า
“ความเมาย่อมเกิดแก่ลาทั้งหลาย เพราะมันดื่มน้ำหางที่มีรสเลว แต่ความเมาไม่เกิดแก่พวกม้าสินธพ แม้พวกมันจะดื่มน้ำที่มีรสหอมและดีเลิศก็ตาม”

พระโพธิสัตว์จึงกราบทูลตอบว่า
“ข้าแต่มหาราชเจ้า สัตว์ที่เกิดในตระกูลต่ำ มักเมาได้ง่ายแม้ดื่มของเลว ส่วนสัตว์ที่เกิดในตระกูลสูง มีภารกิจสำคัญ เช่นม้าสินธพ แม้ดื่มของดีเลิศ ก็ไม่เมา เพราะมีนิสัยมั่นคงและรู้หน้าที่ของตน”
เมื่อพระโพธิสัตว์พูดจบ พระราชาก็เข้าใจในทันที แล้วตรัสสั่งให้ขับลาทั้งหลายออกจากพระลานหลวง ทรงสรรเสริญพระโพธิสัตว์ว่าเป็นบัณฑิตผู้มีปัญญา แล้วตั้งใจทำบุญให้ทานตามโอวาทนั้น
สรุปท้ายเรื่อง
พระพุทธเจ้าทรงเล่าจบ แล้วตรัสสรุปการประชุมชาดกว่า
ลา 500 ตัวในครั้งนั้น ได้เกิดมาเป็น “คนกินเดน” ในปัจจุบัน
ม้าสินธพ 500 ตัว คือ “อุบาสก 500 คน” ในชาตินี้
พระราชาในครั้งนั้นคือ “พระอานนท์”
ส่วนอำมาตย์ผู้มีปัญญาในครั้งนั้น ก็คือ “เราตถาคต” นั่นเอง
ข้อคิดจากเรื่องนี้
นิสัยของคนไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่กินหรือสิ่งที่ได้มา แต่ขึ้นอยู่กับ “จิตใจ” และ “พื้นเพของความคิด” คนที่มีใจต่ำ แม้ได้ของดีเลิศก็อาจเมาหรือหลงได้ง่าย ส่วนคนที่มีใจสูง แม้ได้สิ่งเล็กน้อยก็ยังรู้จักประมาณและไม่ประมาท