
ณ พระเชตวันมหาวิหาร วันหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงตรัสเล่าเรื่องนี้ เพื่อสอนเรื่อง ความอดทนและความเพียรทางใจพระองค์ตรัสว่า"บางครั้ง สิ่งที่ดูเหมือนความเสียหาย อาจกลายเป็นประโยชน์แก่ผู้มีปัญญาได้""ในอดีตกาล บัณฑิตทั้งหลายก็เคยเปลี่ยนเหตุร้าย ให้กลายเป็นทางแห่งความดีมาแล้ว"
แล้วพระองค์ทรงเล่าเรื่องในอดีตให้ฟัง...ราชาผู้ถูกหักหลังนานมาแล้ว ในกรุงพาราณสี มีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงครองแผ่นดินโดยธรรมพระองค์เป็นกษัตริย์ผู้สุขุม ไม่โหดร้าย ไม่ใช้อำนาจตามอารมณ์แต่ในราชสำนัก มีอำมาตย์คนหนึ่งทำผิดร้ายแรงเมื่อพระราชาทรงทราบความจริง จึงสั่งขับไล่อำมาตย์ผู้นั้นออกจากแคว้น

อำมาตย์ผู้เจ็บแค้นจึงหนีไปเข้ารับใช้พระเจ้าโกศล นามว่า ทุพภิเสนเขาคอยยุยงว่า"กรุงพาราณสีมั่งคั่งยิ่งนัก หากพระองค์ยกทัพไป ย่อมยึดได้ไม่ยาก"พระเจ้าทุพภิเสนหลงเชื่อคำยุยงจึงยกกองทัพเข้ายึดเมืองพาราณสีและจับพระราชาแห่งพาราณสีได้ในท้องพระโรงเมื่อผู้มีธรรมถูกทำร้าย

พระเจ้าทุพภิเสนสั่งให้ลงโทษพระราชาพาราณสีอย่างอัปยศพระองค์ถูกมัดแขวนห้อยศีรษะลงอยู่เหนือธรณีประตูราวกับต้องการให้ทุกคนเห็นว่า"นี่คือชะตาของผู้แพ้"แต่พระราชาพาราณสีไม่ได้โกรธไม่ได้สาปแช่งไม่ได้ร้องขอชีวิตพระองค์กลับตั้งจิตมั่นแผ่เมตตาไปถึงพระราชาผู้เป็นศัตรูใจที่ควรถูกไฟโทสะเผาไหม้กลับเย็นนิ่งเหมือนสระน้ำกลางป่า

เมื่อพระราชาพาราณสีเจริญเมตตาอย่างลึกซึ้งพันธนาการที่มัดพระองค์ไว้ก็ขาดออกพระองค์ลอยขึ้นนั่งขัดสมาธิอยู่กลางอากาศสงบนิ่ง งดงาม และไม่หวั่นไหวในเวลาเดียวกัน พระเจ้าทุพภิเสนกลับรู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งกายพระองค์ดิ้นไปมาบนพื้น ร้องว่า"ร้อนเหลือเกิน! ร้อนเหลือเกิน!" เหล่าอำมาตย์จึงกราบทูลว่า "ข้าแต่มหาราช พระองค์ทำร้ายพระราชาผู้ทรงธรรม""พระองค์นั้นไม่มีความผิด แต่กลับถูกลงโทษอย่างโหดร้าย"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น พระเจ้าทุพภิเสนจึงตกพระทัย"ถ้าอย่างนั้น รีบไปปล่อยพระราชาพาราณสีเดี๋ยวนี้!"แต่เมื่อราชบุรุษไปถึงพวกเขากลับเห็นพระราชาพาราณสีนั่งขัดสมาธิอยู่กลางอากาศเหมือนดวงจันทร์ที่ไม่มีเมฆบดบังข่าวนั้นทำให้พระเจ้าทุพภิเสนรีบเสด็จไปด้วยพระองค์เองพระเจ้าทุพภิเสนก้มลงกราบพระราชาพาราณสีแล้วตรัสถามด้วยความแปลกใจว่า"เมื่อก่อน พระองค์เคยอยู่ท่ามกลางความสุขสมบูรณ์"
"มีราชสมบัติ มีอำนาจ มีความสะดวกสบายทุกอย่าง""แต่บัดนี้ พระองค์ถูกทำร้าย ถูกแขวนในที่ลำบาก""เหตุใดพระวรกายของพระองค์จึงยังผ่องใส""เหตุใดกำลังใจของพระองค์จึงไม่ลดลงเลย" พระราชาพาราณสีตรัสตอบอย่างสงบว่า "ข้าแต่พระเจ้าทุพภิเสน""สิ่งที่เราปรารถนามานาน มิใช่ราชสมบัติ""แต่คือ ขันติ และ ตบะ""ขันติ คือความอดทน ไม่หวั่นไหวเมื่อถูกกระทบ""ตบะ คือความเพียรเผากิเลส ไม่ปล่อยใจให้ตกอยู่ในความโกรธ"
"วันนี้ แม้พระองค์จะทำให้เราลำบาก""แต่กลับเป็นโอกาสให้เราได้ฝึกคุณธรรมที่ปรารถนา""เมื่อเราได้สิ่งที่ปรารถนาแล้ว เหตุใดเราจะต้องเศร้าหมองเล่า"สุขทุกข์เป็นเพียงสิ่งผ่านทางพระราชาพาราณสีกล่าวต่อว่า"ผู้มีปัญญาย่อมไม่เอนเอียงไปตามสุขหรือทุกข์""เมื่อได้สุข ก็ไม่หลงจนลืมตน""เมื่อพบทุกข์ ก็ไม่แตกสลายจนเสียใจ""ใจของบัณฑิตควรเที่ยงตรงเหมือนตราชู""ไม่หนักไปทางรัก ไม่หนักไปทางชัง""เพราะสุขและทุกข์ ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป"

พระเจ้าทุพภิเสนฟังแล้วนิ่งไปถ้อยคำเหล่านั้นแทงลึกกว่าอาวุธใดแต่ไม่ใช่เพื่อทำร้ายหากเพื่อปลุกให้ตื่นพระเจ้าทุพภิเสนจึงกราบขอขมาว่า"ข้าพเจ้าผิดไปแล้ว""ขอพระองค์โปรดอดโทษให้ด้วย""ขอพระองค์กลับไปครองราชสมบัติของพระองค์เถิด""ส่วนข้าพเจ้าจะคอยป้องกันอันตรายให้"จากนั้น พระเจ้าทุพภิเสนทรงลงโทษอำมาตย์ผู้ทรยศ

และเสด็จกลับไปส่วนพระราชาพาราณสี เมื่อได้ราชสมบัติคืนแล้วกลับมิได้ยึดติดในอำนาจพระองค์มอบราชสมบัติให้อำมาตย์ดูแลแล้วออกบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญเพียรจนได้ไปเกิดในพรหมโลกเมื่อเล่าเรื่องจบ
พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า"พระเจ้าทุพภิเสนในครั้งนั้น คือพระอานนท์"