
อรรถกถา มณิสูกรชาดก
ว่าด้วย ของดีใครทำลายไม่ได้
ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภเหตุที่คนทั้งหลายพูดถึงกรณีนางสุนทรี แล้วจึงตรัสเรื่องนี้ โดยเริ่มว่า “ทริยา สตฺต วสฺสานิ …”
ตอนนั้น พระพุทธเจ้าทรงเป็นที่เคารพสูงสุดของทั้งเทวดาและมนุษย์ ได้รับการสักการะทุกด้าน ทั้งจีวร อาหาร ที่พัก และยารักษาโรค แม้พระภิกษุสงฆ์ก็ได้รับสิ่งเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
ส่วนพวกเดียรถีย์ (นักบวชลัทธิอื่น) ไม่มีใครเคารพ ไม่ได้รับสิ่งของเหล่านี้เลย ลาภสักการะที่เคยมีจึงหายไปหมด เหมือนแสงหิ่งห้อยที่ไร้ค่าเมื่อตะวันขึ้น
พวกเดียรถีย์เหล่านั้นจึงประชุมกันว่า
“ตั้งแต่สมณโคดม (พระพุทธเจ้า) ปรากฏขึ้น เราก็หมดลาภสักการะไปหมด ไม่มีใครสนใจเราเลย พระสมณโคดมกลับเป็นใหญ่ เราจะทำอย่างไรจึงจะทำให้พระสมณโคดมเสื่อมเสียได้? ”
พวกเขาจึงคิดว่า ต้องร่วมมือกับ นางสุนทรี หญิงสาวผู้มีรูปร่างงดงาม
วันหนึ่ง เมื่อสุนทรีไปที่อาศรมของพวกเดียรถีย์ เห็นพวกเขาไม่พูดไม่จา จึงถามว่า
“ท่านทั้งหลายเป็นอะไรหรือ ใครมารบกวนท่านหรือ?”
พวกเดียรถีย์จึงตอบว่า
“สมณโคดมต่างหากที่ทำให้พวกเราเสื่อมเสีย”
สุนทรีจึงถามว่า
“แล้วดิฉันจะช่วยอะไรได้บ้าง?”
พวกเดียรถีย์จึงบอกว่า
“เจ้านั้นสวย เป็นที่ชื่นชมของผู้คน ถ้าเจ้ากุเรื่องให้ร้ายสมณโคดม มหาชนก็จะเชื่อ แล้วพระสมณโคดมจะเสื่อมเสีย”
สุนทรีตอบตกลง และจากนั้นในทุกเย็น นางจะถือดอกไม้ ของหอม เครื่องสำอาง เดินไปทางพระเชตวัน ขณะที่ชาวบ้านถาม นางก็ตอบว่า
“เราจะไปหาพระสมณโคดม อยู่ที่กุฏิเดียวกันกับท่าน”
เมื่อรุ่งเช้า เวลานางกลับจากอารามเดียรถีย์ หากถูกถามว่านางไปไหนมา นางก็ตอบว่า
“เราอยู่กับพระสมณโคดมที่กุฏิเดียวกัน ตลอดคืน”

ทำเช่นนี้หลายวันติดต่อกัน จนชาวเมืองบางส่วนเริ่มเข้าใจผิด
ต่อมา พวกเดียรถีย์จ้างนักเลงให้ฆ่านางสุนทรี แล้วซ่อนศพไว้ใกล้กุฏิพระพุทธเจ้า จากนั้นก็ร้องเอะอะขึ้นว่าไม่เห็นนางสุนทรี และไปฟ้องพระราชา
เมื่อค้นหาก็พบศพสุนทรีใกล้พระเชตวันจริง พวกเดียรถีย์จึงกล่าวหาว่า
“สาวกของสมณโคดมฆ่านางเพื่อปิดบังความผิดของอาจารย์ตน”

พระราชาจึงสั่งให้ประกาศไปทั่วเมือง ชาวสาวัตถี (ยกเว้นพระอริยสาวก) ส่วนมากก็พากันด่าพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์
พระภิกษุจึงไปกราบทูล พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“ถ้าเช่นนั้น เมื่อถูกกล่าวหา ก็ให้ตอบว่าผู้ใดพูดโกหก ย่อมตกนรก ผู้ใดทำชั่วแล้วยังปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ คนทั้งสองนี้ล้วนเลวร้ายเหมือนกัน เมื่อตายไปก็ไปเกิดในที่ชั่วเหมือนกัน’ ”

แล้วไม่นานนัก ความจริงก็เปิดเผย เพราะนักเลงที่ฆ่าสุนทรีเมาสุราแล้วเผลอพูดความจริงออกมา ว่าพวกเดียรถีย์จ้างให้ฆ่า พระราชาจึงจับได้ทั้งหมด และสั่งให้พวกเดียรถีย์หามศพสุนทรีไปประกาศทั่วเมืองเองว่า “เป็นพวกเราใส่ร้ายพระสมณโคดม”
ชาวเมืองจึงเลิกสงสัย พระพุทธเจ้ากลับได้รับความเคารพมากกว่าเดิม ส่วนพวกเดียรถีย์ถูกลงโทษ
ต่อมา พระภิกษุสนทนากันว่า
“พวกเดียรถีย์คิดจะทำให้พระพุทธเจ้ามัวหมอง แต่กลับเป็นตัวเองที่มัวหมอง พระพุทธเจ้ากลับมีลาภสักการะมากกว่าเดิม”
พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า
“ใครๆ ไม่มีทางทำให้พระพุทธเจ้ามัวหมองได้ การจะทำให้พระพุทธเจ้ามัวหมอง ก็เหมือนพยายามทำให้แก้วมณีด่างพร้อย ทั้งที่เป็นไปไม่ได้ ในอดีตก็เคยเกิดเหตุการณ์คล้ายกัน”
แล้วทรงเล่า ชาดกในอดีต ว่า
ในสมัยพระเจ้าพรหมทัตครองเมืองพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดเป็นบุตรพราหมณ์ โตขึ้นแล้วออกบวชเป็นดาบสอยู่ที่หิมพานต์ ใกล้บรรณศาลานั้นมีถ้ำหนึ่ง ภายในมีแก้วมณีส่องแสงสว่างงดงาม
ในถ้ำนั้น มีหมูป่าประมาณ 30 ตัวอาศัยอยู่ วันหนึ่งมีสิงโตผ่านมา เงาของสิงโตสะท้อนบนผิวแก้วมณี พวกหมูป่าตกใจมาก คิดว่าแสงของแก้วนี่เองที่ทำให้เห็นเงาสิงโต พวกมันจึงปรึกษากันว่า

“เราต้องทำให้แก้วนี้มัวลง จะได้ไม่สะท้อนเงาน่ากลัวอีก”
พวกหมูจึงไปคลุกโคลนแล้วมาถูที่แก้วมณี แต่ยิ่งถู แก้วก็ยิ่งใสสว่างขึ้นเหมือนฟ้าปลอดโปร่ง
พวกมันจึงไปถามพระโพธิสัตว์ว่า
“ท่านดาบส ทำไมพวกเราพยายามทำให้แก้วมณีหมองเท่าไรก็ไม่สำเร็จเลย แก้วกลับยิ่งใสกว่าเดิม?”

พระโพธิสัตว์ตอบว่า
“หมูทั้งหลาย แก้วนี้เป็นของบริสุทธิ์ ไม่มีใครทำให้เศร้าหมองได้ ต่อให้พวกเจ้าพยายามก็เปล่าประโยชน์ พวกเจ้าจงไปหาที่อยู่ใหม่เถิด”
เมื่อสิ้นอายุ พระโพธิสัตว์ก็ได้ไปบังเกิดในพรหมโลก
สรุปท้ายเรื่อง
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่าพระดาบสในครั้งนั้น คือ เราตถาคต ฉะนี้แล.
ข้อคิดจากเรื่องนี้
เช่นเดียวกับแก้วมณีที่ไม่มีใครทำให้เศร้าหมองได้ พระพุทธเจ้าก็ไม่มีใครทำให้มัวหมองได้เช่นกัน