
ณ เมืองโกสัมพี…ในวันหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ท่ามกลางสงฆ์พระองค์ทรงปรารภถึง พระราหุลเถระ ผู้เป็นพระโอรสของพระองค์เองพระราหุลเป็นพระหนุ่มที่มีนิสัยน่าประหลาด…คือ “ไม่ใช่แค่เชื่อฟัง” แต่เชื่อฟังแบบสุดหัวใจใครสอนอะไร ท่านทำจริง ไม่เถียง ไม่อ้าง ไม่แก้ตัวเรียกได้ว่า “ใคร่ต่อการศึกษา” อย่างแท้จริง
และเพราะเหตุการณ์หนึ่ง…ทำให้พระพุทธเจ้าทรงสะเทือนใจมาก เหตุการณ์ในเมืองอาฬวีครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าเสด็จไปจำพรรษา ณ เมืองอาฬวีประทับอยู่ที่ อัคคาฬวเจดีย์ช่วงแรก บรรยากาศที่นั่นคึกคักมากชาวบ้านทั้งอุบาสก อุบาสิกา รวมถึงภิกษุภิกษุณี ต่างพากันไปฟังธรรมตอนกลางวันเสียงธรรมดังก้องในวิหารทุกคนตั้งใจฟังเหมือนชีวิตกำลังได้รับแสงสว่าง
แต่เมื่อเวลาผ่านไป…อุบาสิกาและภิกษุณีเริ่มไม่สะดวกมาฟังเหลือแต่ภิกษุและอุบาสกเป็นส่วนใหญ่สุดท้ายจึงเปลี่ยนเป็น ฟังธรรมตอนกลางคืน แทนคืนนั้น…หลังฟังธรรมเสร็จพระเถระผู้ใหญ่ต่างแยกย้ายกลับกุฏิของตนส่วนภิกษุหนุ่มกับอุบาสกหลายคนพักค้างกันที่ “อุปัฏฐานศาลา” หรือโรงฉัน
กฎนี้มีเจตนาดีมากเพื่อป้องกันความไม่เหมาะสม และปกป้องศรัทธาของชาวบ้านแต่ผลที่ตามมา…กลับกระทบพระราหุลหลังสิกขาบทนี้ถูกประกาศใช้ภิกษุทั้งหลายเริ่มระวังตัววันหนึ่ง พระหลายรูปพูดกับพระราหุลว่า“อาวุโสราหุล…ตอนนี้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทแล้วท่านต้องหาที่อยู่ของตัวเองนะ”แต่ก่อนหน้านี้ พระราหุลเคยได้รับความเมตตาจากพระรูปอื่นมากใครมีที่ว่างก็ช่วยจัดให้มีเสื่อ มีเตียงเล็กๆ มีจีวรพับหนุนหัว
ทุกคนช่วยกัน เพราะเห็นว่าท่านเป็นพระโอรสของพระพุทธเจ้า และเป็นคนขยันเรียนแต่พอกฎใหม่ออกมา…ไม่มีใครกล้าให้พระราหุลพักด้วยอีกไม่ใช่เพราะไม่รัก ไม่เมตตาแต่เพราะกลัวผิดพระวินัยพระราหุลจึงกลายเป็น “พระหนุ่มที่ไม่มีที่นอน” พระราหุลไม่บ่น ไม่โวยวายนี่แหละ…สิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องอึ้งพระราหุลไม่เคยพูดว่า“พวกท่านรู้ไหม ข้าเป็นลูกพระพุทธเจ้า!”ไม่เคยอ้างว่า“สารีบุตรเป็นอุปัชฌาย์ของข้า โมคคัลลานะเป็นอาจารย์ของข้า!”
ไม่เคยเรียกร้องอะไรเลยท่านเงียบ…และรับคำด้วยความเคารพคืนนั้น ท่านเดินไปเรื่อยๆ ในวัดจนไปถึงสถานที่หนึ่งที่คนทั่วไปไม่คิดจะไปอยู่เวจกุฏีหรือสถานที่สำหรับขับถ่ายแต่เวจกุฏีของพระพุทธเจ้าไม่เหมือนของทั่วไปเป็นสถานที่สะอาด เรียบร้อยมีการประพรมกลิ่นหอม มีธูป มีดอกไม้มีประทีปส่องสว่างตลอดคืนพระราหุลมองแล้วคิดว่า “ที่นี่ไม่เบียดเบียนใครอย่างน้อยคืนนี้เราก็พอพักได้” แล้วท่านก็เข้าไปนอนที่นั่นเงียบๆ คนเดียวการทดสอบของพระบางรูปต่อมา ภิกษุบางรูปเห็นพระราหุลเดินมาไกลๆก็อยากลองใจท่าน
พวกเขาจงใจวางของสกปรกไว้ขวางทางเช่น กำไม้กวาด หรือภาชนะทิ้งหยากเยื่อพอพระราหุลเดินมาเจอพระเหล่านั้นก็พูดขึ้นเหมือนตำหนิ “อาวุโส! ใครทิ้งของแบบนี้ไว้!” ถ้าเป็นคนอื่น อาจจะรีบพูดว่า “ไม่ใช่ผมนะ!” แต่พระราหุล…ไม่พูดแบบนั้นเลยท่านก้มลงเก็บอย่างเงียบๆแล้วกล่าวอย่างสุภาพว่า “ขอท่านทั้งหลายโปรดยกโทษให้กระผมด้วย”
ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของท่านเลยแล้วท่านก็เดินจากไปนี่คือความงามของคนที่ “มีใจเรียน”คือยอมลดตัวเองเพื่อรักษาความสงบและไม่ทำให้ใครมีเรื่องพระพุทธเจ้าทรงพบความจริงก่อนรุ่งสางคืนหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปที่เวจกุฏีพระองค์ทรงไอเบาๆ เพื่อให้รู้ว่ามีคนอยู่ด้านใน…มีเสียงไอตอบกลับมา
พระพุทธเจ้าตรัสถาม“ใครอยู่ที่นั่น?”เสียงตอบอย่างนอบน้อม“ข้าพระองค์ ราหุล พระเจ้าข้า”พระราหุลรีบออกมากราบพระบาทพระพุทธเจ้าทอดพระเนตรแล้วตรัสถามด้วยความสงสาร“ราหุล…ทำไมเธอจึงมานอนที่นี่?”พระราหุลตอบอย่างเรียบง่าย“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญข้าพระองค์ไม่มีที่อยู่แต่ก่อนภิกษุทั้งหลายสงเคราะห์บัดนี้ไม่กล้าให้ เพราะกลัวอาบัติข้าพระองค์คิดว่า ที่นี่ไม่เบียดเบียนใครจึงมานอนที่นี่ พระเจ้าข้า”คำตอบนั้น…ไม่มีการโทษใครเลยมีแต่ความเข้าใจ และความสงบ
พระพุทธเจ้าทรงได้ยินแล้วเกิด “ธรรมสังเวช” ขึ้นทันทีพระองค์ทรงคิดว่า“แค่ราหุลยังถูกปล่อยให้ไร้ที่พักได้ถึงขนาดนี้แล้ววันหน้าถ้ามีเด็กจากตระกูลอื่นมาบวชจะถูกทอดทิ้งหนักกว่านี้หรือไม่?”กฎใหม่เพื่อปกป้องผู้ใฝ่เรียนเช้าวันนั้น พระพุทธเจ้าทรงเรียกภิกษุทั้งหลายมาประชุมแล้วตรัสถามพระสารีบุตรว่า“สารีบุตร…วันนี้เธอรู้ไหมว่าราหุลอยู่ที่ไหน?”พระสารีบุตรกราบทูลตามจริงว่า“ไม่ทราบ พระเจ้าข้า”พระพุทธเจ้าตรัสอย่างหนักแน่นว่า“วันนี้ราหุลนอนอยู่ที่เวจกุฏี”
คำนี้ทำให้พระทั้งวัดเงียบกริบแล้วพระองค์ตรัสต่อว่า “ถ้าพวกเธอละราหุลได้เช่นนี้ต่อไปเด็กคนอื่นที่มาบวชจะอยู่ยังไง?”จากนั้นพระองค์จึงบัญญัติกฎเพิ่มเติมว่า“ให้ภิกษุสงเคราะห์อนุปสัมบันไว้ในสำนักของตน 1-2 วันวันที่ 3 จึงค่อยจัดที่อยู่ให้เหมาะสม แล้วให้ไปอยู่ภายนอก”เพื่อให้ผู้ใฝ่เรียนไม่ถูกทอดทิ้งและเพื่อให้พระศาสนาดำรงอยู่ด้วยเมตตา ไม่ใช่ความกลัว พระสงฆ์ยกย่องพระราหุลหลังจากนั้น ภิกษุทั้งหลายประชุมกันในโรงธรรมสภาและพูดถึงพระราหุลด้วยความชื่นชม“ดูเถิด…พระราหุลนี่ใฝ่เรียนจริงๆถูกไล่ให้ไปหาที่อยู่ก็ไม่เถียงไม่อ้างว่าเป็นโอรสพระพุทธเจ้ายังยอมนอนในเวจกุฏีได้”
ในตอนนั้นเอง พระพุทธเจ้าเสด็จเข้ามาตรัสถามว่า“ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอกำลังพูดเรื่องอะไรกัน?”เมื่อทรงทราบแล้วพระองค์ตรัสว่า“ราหุลใฝ่ต่อการศึกษา ไม่ใช่เพิ่งวันนี้แม้ในอดีต…แม้เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ยังเป็นผู้ใฝ่เรียนเช่นเดียวกัน”แล้วพระองค์ทรงเล่าเรื่องในอดีต…
อดีตกาล…ป่าใหญ่ใกล้ราชคฤห์ครั้งหนึ่ง ในอดีตกาลพระเจ้ามคธครองเมืองราชคฤห์ในป่าลึกแห่งหนึ่งมีฝูงกวางอาศัยอยู่มากมายพระโพธิสัตว์เกิดเป็น “กวางผู้ใหญ่” เป็นหัวหน้าฝูง ฉลาด รอบคอบและเป็นเหมือนครูของสัตว์ทั้งป่าวันหนึ่ง กวางตัวเมียซึ่งเป็นน้องสาวของพระโพธิสัตว์

พาลูกกวางตัวน้อยมาหานางพูดอย่างฝากฝังว่า“พี่…ช่วยสอนลูกของข้าด้วยให้เขาเรียนรู้มารยาของกวางเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดในป่า”พระโพธิสัตว์พยักหน้ารับ“ได้…ให้เขามาตามเวลาที่ข้ากำหนดแล้วข้าจะสอนให้หมด” ลูกกวางผู้มีวินัยลูกกวางตัวนั้นไม่เคยผิดนัดลุงบอกให้มาเมื่อไร มันมาก่อนเวลาเสมอมันตั้งใจเรียนตั้งใจจำตั้งใจฝึกเหมือนเด็กคนหนึ่งที่รู้ว่าโลกนี้โหด…และความรู้คือชีวิต





มันลุกพรวดขึ้นสลัดตัวแรงๆเหยียดคอ สูดลมหายใจเต็มปอดแล้ววิ่ง!วิ่งสุดชีวิตเหมือนลูกศรพุ่งเร็วราวกับเมฆฝนถูกลมพายุฉีกขาดพรานตกใจจนทำอะไรไม่ทันได้แต่มองกวางหายลับไปในป่าลูกกวางวิ่งกลับหาแม่รอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์ กลับมาสู่ปัจจุบันพระพุทธเจ้าตรัสสรุปกับภิกษุทั้งหลายว่า“ภิกษุทั้งหลายพระราหุลใฝ่ต่อการศึกษาไม่ใช่เพียงชาตินี้แม้ในอดีตชาติ ก็ใฝ่เรียนและเชื่อฟังคำสอนเช่นกันเพราะความใฝ่เรียนนี้เอง จึงทำให้รอดพ้นภัย”
ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้ มาสืบต่ออนุสนธิแล้ว จึงทรงประชุมชาดก ว่า
ลูกเนื้อผู้เป็นหลานในครั้งนั้น ได้เป็น พระราหุล ในบัดนี้
ฝ่ายมารดาในครั้งนั้น ได้เป็น ภิกษุณีอุบลวรรณา ในบัดนี้
ส่วนเนื้อผู้เป็นลุงในครั้งนั้น ได้เป็น เรา แล.