
ณ พระเชตวันมหาวิหาร…วันหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ท่ามกลางความสงบของวัดแต่ในเมืองสาวัตถี กลับมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นจาก “คำพูดคนคนเดียว”เป็นเรื่องเกี่ยวกับอาชีวกคนหนึ่งนักทำนายฤกษ์ยามที่ผู้คนให้ความเชื่อถือมากเรื่องมันเริ่มจากงานมงคลของครอบครัวหนึ่ง… งานแต่งที่ควรจะเป็นวันแห่งความสุขมีกุลบุตรชาวบ้านนอกคนหนึ่ง เดินทางเข้ามาในกรุงสาวัตถีเขามีลูกชายวัยหนุ่ม และอยากหาคู่ครองให้ลูก

หลังจากติดต่อพูดคุยกันอยู่นานเขาก็ไปสู่ขอกุลธิดาคนหนึ่งในเมืองให้ลูกชายของตนทั้งสองฝ่ายตกลงกันเรียบร้อยกำหนดวันแต่งงานชัดเจน“วันนั้นแหละ จะมารับตัวเจ้าสาวไป”ทุกอย่างเหมือนจะไปได้สวยแต่แล้ว…ปัญหาก็เกิดขึ้นในวันนัดจริง“วันนี้ฤกษ์ดีไหม?”
เช้าวันนั้น ครอบครัวฝ่ายชายกำลังเตรียมตัวจะออกเดินทางแต่หัวหน้าครอบครัวเกิดลังเลขึ้นมาเขานึกถึงอาชีวกคนหนึ่งที่มักเข้ามาในตระกูลเป็นคนที่ชอบดูดาว ดูฤกษ์ ทำนายดวงชะตาเขาจึงเดินไปถามด้วยความหวังดีว่า“พระคุณเจ้า วันนี้ผมจะทำงานมงคลฤกษ์ดีไหมครับ?”

แต่เขาไม่รู้เลยว่า…คำถามนี้กำลังไปจี้ใจดำคนผิดคน อาชีวกผู้เก็บความโกรธไว้ในใจอาชีวกคนนั้นจริงๆ แล้ว “ไม่พอใจอยู่ก่อนแล้ว”เขาคิดในใจว่า“ตอนแรกจะกำหนดวันแต่งงานเองก็ไม่ถามเราวันนี้จะไปเอาเจ้าสาวแล้ว ค่อยมาเห็นหัวเราเนี่ยนะ?”ความรู้สึกน้อยใจผสมความโกรธ ทำให้เขาอยากเอาคืนเขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเหมือนรู้จริงว่า“วันนี้ฤกษ์ไม่ดีถ้าฝืนทำงานมงคลวันนี้ จะพินาศหนักแน่อย่าไปเลย”
คำพูดนั้นเหมือนตอกตรึงใจคนทั้งบ้านฝ่ายชายได้ยินแล้วหน้าซีดต่างคนต่างมองหน้ากันอย่างลังเลสุดท้าย…พวกเขาเลือก “เชื่อ”ไม่ไป…ทั้งที่อีกฝ่ายเตรียมพร้อมแล้วฝ่ายเจ้าสาวในเมืองสาวัตถีเตรียมงานไว้ครบทุกอย่างแล้วข้าวของพร้อมญาติพี่น้องมาพร้อมบรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก

แต่รอเท่าไหร่…ฝ่ายชายก็ไม่มาจากความหวัง กลายเป็นความอึดอัดจากความยินดี กลายเป็นความเสียหน้าญาติๆ เริ่มพูดกันดังขึ้นทีละคน“เขานัดวันนี้ แล้วไม่มาแบบนี้จะให้เรารอไปทำไม?”อีกคนเสริมทันที“หรือเขาดูถูกเรา?หรือเปลี่ยนใจ?”ในที่สุด ฝ่ายหญิงตัดสินใจเด็ดขาด“ไม่ต้องรอแล้วงานพร้อมขนาดนี้ จะปล่อยให้เสียเปล่าไม่ได้ยกให้ตระกูลอื่นเถอะ!”แล้วพวกเขาก็ยกธิดาให้ตระกูลอื่นทันทีใช้งานแต่งที่เตรียมไว้เดิมนั่นแหละ
ฝ่ายชายตกใจเหมือนฟ้าผ่า“อะไรนะ!? ให้คนอื่นแล้ว?”พวกเขาพยายามเถียง“เราก็อยากมาเมื่อวาน แต่เราถามอาชีวกแล้วเขาบอกว่าฤกษ์ไม่ดี ถ้าฝืนจะพินาศ เราเลยไม่กล้ามา!”แต่ฝ่ายหญิงสวนกลับทันที“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรา?เรานัดวันไว้แล้ว พวกท่านไม่มาเองเราจะให้คนทั้งงานมานั่งรอเสียหน้าไปทำไม?”

สุดท้ายฝ่ายชายได้แต่กลับบ้านมือเปล่าพร้อมความอับอายและความเจ็บใจเรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่จนกระทั่งลามไปถึงหมู่ภิกษุในวัด ในธรรมสภาภิกษุทั้งหลายประชุมกันในธรรมสภาต่างพูดถึงเรื่องนี้ด้วยความไม่สบายใจ“อาชีวกคนนั้นทำร้ายงานมงคลของคนอื่นแท้ๆเพราะอคติส่วนตัวชัดๆ”
ไม่นาน พระพุทธเจ้าก็เสด็จมาแล้วตรัสถามว่า“ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอกำลังสนทนาเรื่องอะไรกันอยู่?”ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องทั้งหมดพระพุทธเจ้าทรงฟังเงียบๆ ก่อนตรัสว่า“ภิกษุทั้งหลายเรื่องแบบนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดวันนี้แม้ในอดีตกาล อาชีวกคนนี้ก็เคยทำลายงานมงคลคนอื่นเพราะความโกรธเหมือนกัน”แล้วพระองค์ทรงเล่าเรื่องอดีตชาติ… อดีตกาล…กรุงพาราณสีครั้งหนึ่งในสมัยพระเจ้าพรหมทัตชาวเมืองพาราณสีไปสู่ขอลูกสาวชาวชนบท
ตกลงวันแต่งงานกันเรียบร้อยพอถึงวันนัด ชาวเมืองก็นึกขึ้นได้ว่าควรถามอาชีวกเรื่องฤกษ์จึงไปถามว่า“วันนี้ฤกษ์ดีไหม?”อาชีวกคนนั้นก็โกรธเหมือนเดิม“พวกนี้กำหนดวันเอง แล้วค่อยมาถามเราดี…งั้นเราจะขัดขวางมัน!”เขาจึงตอบว่า“วันนี้ฤกษ์ไม่ดีถ้าทำงานมงคลจะพินาศ!”ชาวเมืองเชื่อ จึงไม่ไปรับเจ้าสาวฝ่ายชนบทก็ไม่รอยกลูกสาวให้ตระกูลอื่นทันทีรุ่งเช้า ชาวเมืองมาถึงแล้วจะรับตัวเจ้าสาวแต่ถูกปฏิเสธทั้งสองฝ่ายโต้เถียงกันหนักมากไม่มีใครยอมใคร
จากนั้นเขากล่าวเป็นคาถาว่า“ประโยชน์ผ่านพ้นคนโง่ ผู้มัวคอยฤกษ์ยามอยู่ประโยชน์เป็นฤกษ์ของประโยชน์ ดวงดาวทั้งหลายจักทำอะไรได้”คำพูดนั้นเหมือนตื่นทุกคนจากความหลงงมงายแต่ก็สายไปแล้วเจ้าสาวถูกยกให้คนอื่นชาวเมืองกลับไปมือเปล่าเหมือนเดิม กลับสู่ปัจจุบัน
พระพุทธเจ้าตรัสสรุปว่า“ภิกษุทั้งหลายอาชีวกในอดีตนั้น ก็คืออาชีวกในวันนี้ตระกูลเหล่านั้นก็คือตระกูลในวันนี้ส่วนบัณฑิตผู้กล่าวคาถา…ก็คือเราตถาคต”