
อรรถกถา ติตติรชาดก
ว่าด้วย บาปเกิดจากความจงใจ
กลางป่าลึกแห่งหิมพานต์ ฤาษีผู้สงบจิต (พระโพธิสัตว์) บำเพ็ญฌานอยู่ในอาศรมกลางไพร ร่มรื่นไปด้วยไม้ใหญ่และเสียงนกนานาชนิด

วันหนึ่งท่านเดินทางมายังบ้านเล็ก ๆ ริมป่า เพื่อเสาะหาของเปรี้ยวและเค็มเป็นภัตตาหาร ชาวบ้านเห็นท่านก็เลื่อมใส จึงช่วยกันสร้างบรรณศาลาเล็ก ๆ ในป่าเพื่อให้อาหาร

ในหมู่บ้านนั้นมีพรานนกผู้หนึ่ง เขาจับ นกกระทา มาเลี้ยงเป็น “นกต่อ” ฝึกจนเชื่องแล้วขังไว้ในกรง ทุกวันพรานจะพามันไปป่า ปล่อยให้ส่งเสียงร้องล่อ พวกนกกระทาตัวอื่น ๆ ให้บินเข้ามาใกล้ แล้วพรานก็ใช้ตาข่ายจับนกที่หลงมา แต่ไม่นาน นกต่อตัวนั้นก็เริ่มสะท้อนใจ
“ญาติพี่น้องของเราต้องตายเพราะเสียงร้องของเรา นี่เรากำลังเป็นสาเหตุให้พวกเขาพินาศไปทีละตัว ๆ …นี่เป็นบาปของเราหรือไม่?”

มันจึงหยุดร้อง ไม่อยากทำให้ใครต้องเดือดร้อนอีก แต่พรานรู้สึกได้ รีบใช้กิ่งไม้เคาะกรงและตีเบา ๆ จนนกต่อต้องร้องด้วยความเจ็บปวด เมื่อเสียงดังขึ้น ฝูงนกก็แห่มาอีกครั้ง และถูกจับซ้ำรอยเดิม หัวใจของนกต่อตัวน้อยเต็มไปด้วยความสับสนและทุกข์ใจ “เรามิได้อยากให้ใครตาย แต่เพราะเสียงเราที่ทำให้พรานฆ่า จะถือว่าเรามีบาปหรือไม่?”

ฤาษีพยักหน้า ตอบอย่างหนักแน่น “แม้พรานจะอาศัยเสียงเจ้าฆ่านกอื่น แต่ถ้าใจเจ้ามิได้คิดประทุษร้าย ไม่ได้ยินดีในการฆ่า บาปก็ไม่แปดเปื้อนเจ้า เพราะเจ้ามิได้ตั้งใจทำบาป”
ถ้อยคำนั้นเหมือนสายน้ำชำระหัวใจ นกต่อคลายความสงสัยและทุกข์ใจลงทันทีไม่นานนัก พรานก็ตื่นขึ้น กราบฤาษีแล้วหิ้วกรงนกกลับไป แต่สำหรับนกต่อตัวนั้น มันได้เรียนรู้ความจริงอันลึกซึ้ง ว่า บาปมิใช่เกิดเพราะถูกใครอาศัย แต่เกิดจากเจตนาในใจตนเอง
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
นกกระทาในครั้งนั้น ได้เป็น ราหุล ในบัดนี้
ส่วนพระดาบสในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.