อรรถกถา มังสชาดก
ว่าด้วย วาทศิลป์ของคนขอ
เช้าวันหนึ่ง ภายในพระวิหารเชตวัน ภิกษุหลายรูปที่เพิ่งดื่มยาถ่ายอยู่ในภาวะอ่อนแรง ต้องการอาหารอันมีรสดีเพื่อบำรุงร่างกาย บรรดาศิษย์ผู้คอยดูแลจึงพากันออกไปบิณฑบาตในนครสาวัตถี แม้พวกเขาจะเดินผ่านถนนที่ผู้คนปรุงข้าวสุกหอมกรุ่น บ้านเรือนมั่งคั่งนับไม่ถ้วน แต่กลับไม่ได้อาหารที่เหมาะแก่ภิกษุอาพาธเลย สุดท้ายจึงต้องกลับมือเปล่า
ต่อมา พระสารีบุตรเถระได้เห็น จึงถาม เมื่อทราบเรื่องจึงพาภิกษุเหล่านั้นไปยังถนนเดิม เพียงเอื้อนวาจาขอ ผู้คนก็พากันถวายภัตตาหารอันมีรสดีมากมาย จนเต็มบาตร ภิกษุไข้ทั้งหลายได้ฉันก็พลันเบาสบาย วันหนึ่ง เมื่อภิกษุทั้งหลายสนทนาถึงเหตุการณ์นี้ พระศาสดาทรงสดับแล้วตรัสว่า“สารีบุตรไม่ได้อาหารอันเลิศเพราะปัจจุบันเท่านั้น แม้ในอดีตกาล ผู้มีวาทศิลป์อ่อนหวานก็ได้สิ่งประเสริฐเช่นกัน” แล้วพระองค์ทรงเล่าเรื่องในอดีต...
เช้าตรู่ที่พาราณสี รุ่งอรุณปกคลุมกรุงพาราณสี แสงแดดอ่อนส่องกระทบกำแพงเมืองที่สร้างด้วยหินใหญ่ สายน้ำคงคาไหลเอื่อยอยู่เบื้องล่าง เสียงฆ้องระฆังจากวังหลวงดังรับกับเสียงพ่อค้าแม่ค้าเริ่มเปิดร้านในตลาดถนนใหญ่ทอดยาวเต็มไปด้วยผู้คน — พ่อค้าเครื่องเทศตะโกนเรียกลูกค้า กลิ่นอบเชย กานพลู และพริกลอยคลุ้งปนกับกลิ่นข้าวสวยที่เพิ่งหุงเสร็จ เสียงกีบวัวลากเกวียนบรรทุกสินค้าดังตึงตัง ประสานกับเสียงเด็กเล็กหัวเราะไล่กันเล่น

ในความจอแจนั้น มีนายพรานผู้หนึ่งเดินเข้าสู่เมือง เขามีผิวกร้านจากแดดและป่า ยานน้อยของเขาบรรทุกเนื้อกวางสดใหม่จนเกือบล้ กลิ่นคาวคลุ้งตามมาเป็นทางยาวนายพรานแม้เหน็ดเหนื่อย แต่แววตาเต็มไปด้วยความหวัง เขาคิดถึงเงินที่ได้จากการขาย จะนำไปซื้อข้าวสาร เสื้อผ้า และของเล่นเล็ก ๆ ให้ลูก ๆ ที่บ้าน “วันนี้ครอบครัวเราคงได้กินอิ่ม” เขาบอกตัวเองเศรษฐีบุตรทั้งสี่

ตรงสี่แยกใหญ่ของตลาด มีศาลาพักกลางเมือง เศรษฐีบุตร ๔ คนแต่งกายงดงาม นั่งพักพลางสนทนากัน พวกเขาเป็นบุตรเศรษฐีใหญ่ของพาราณสี กิริยาภาคภูมิใจในชาติกำเนิดและฐานะ ครั้นเห็นนายพรานบรรทุกเนื้อสดมากมายเดินมา ต่างเกิดความคิดสนุกขึ้น เศรษฐีบุตรคนหนึ่งหัวเราะแล้วบอกเพื่อน“ลองดูสิ ใครจะขอเนื้อจากพรานได้ดีกว่ากัน”อีกสามคนยิ้มขบขัน พยักหน้าเห็นด้วย

คำขอครั้งแรก ความหยาบคายเศรษฐีบุตรคนแรกเดินออกไป ก้าวย่างเต็มไปด้วยความมั่นใจ เขาจ้องพรานด้วยสายตาสูงส่ง เอ่ยเสียงดัง“เฮ้ย! เอาเนื้อนั่นมาให้ข้าเดี๋ยวนี้” เสียงตะโกนทำให้คนในตลาดหันมามอง บรรยากาศตึงเครียด นายพรานชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาแข็งกระด้างทันที ความโกรธผุดขึ้นในใจ “ข้าเหน็ดเหนื่อยจากป่ามาตั้งแต่เช้า เจอคำขอเช่นนี้… มีหรือจะเต็มใจ” เขาตอบด้วยเสียงกระด้าง“วาจาของท่านหยาบเหมือนพังผืด เนื้อที่ท่านคู่ควรก็มีเพียงพังผืดนี่แหละ”นายพรานคว้าชิ้นเนื้อเหนียวไร้รส ยื่นส่งไปด้วยแววตาเย็นชา

คำขอครั้งที่สอง – เสียงนุ่มที่ยังห่างไกลเศรษฐีบุตรคนที่สองหัวเราะเบา ๆ เห็นเพื่อนเสียหน้า จึงเดินออกไปแทน เขาพยายามทำเสียงนุ่มลง ยกมือไหว้เล็กน้อย “พี่ชาย โปรดแบ่งเนื้อแก่ข้าสักหน่อยเถิด”คำพูดมีความสุภาพขึ้น แต่นายพรานยังไม่รู้สึกอบอุ่นจริงในน้ำเสียง เขานึกในใจ “เอาแต่ใช้คำว่าพี่ แต่แววตายังดูแคลน ไม่จริงใจ” เขาตอบพร้อมรอยยิ้มแผ่ว“พี่น้องก็เปรียบดังอวัยวะที่จำเป็น เนื้อที่ท่านควรได้ก็คือจากอวัยวะ”แล้วหยิบชิ้นเนื้อแขนขา ยื่นให้ไป

คำขอครั้งที่สาม ความอ่อนโยนคราวนี้ เศรษฐีบุตรคนที่สามอยากแสดงเหนือกว่า เขาก้าวเข้าไปด้วยสีหน้าอ่อนโยน สายตาเหมือนลูกที่มองบิดา “ข้าแต่พ่อ โปรดเมตตาแบ่งเนื้อแก่ข้าด้วยเถิด”คำว่า “พ่อ” ทำให้นายพรานสะอึกไปทันที ความรู้สึกอ่อนโยนในหัวใจถูกปลุกขึ้น เขานึกถึงลูก ๆ ที่บ้านทันที “เด็กหนุ่มคนนี้เรียกเราว่าพ่อ...คำนี้มีคุณค่าเกินเงินทอง”เขาตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล“ถ้อยคำของท่า เปี่ยมด้วยความอ่อนโยน สมกับหัวใจ ข้าจะมอบเนื้อหัวใจอันเลิศแก่ท่าน”แล้วหยิบชิ้นเนื้อหัวใจสดใหม่ส่งให้\

คำขอครั้งสุดท้าย มิตรภาพแท้เศรษฐีบุตรคนสุดท้ายเฝ้าดูทุกเหตุการณ์ เขาไม่หัวเราะ ไม่แสดงอวดดี แต่เดินเข้าหานายพรานด้วยสายตาเปิดเผย เต็มไปด้วยความจริงใจ“สหายเอ๋ย โปรดแบ่งเนื้อแก่เราด้วยเถิด”คำว่า “สหาย” ทำให้นายพรานสะท้านในอกยิ่งกว่าครั้งไหน เขาคิดในใจ “สหายคือผู้เคียงข้างยามทุกข์และสุข... ข้าออกล่าเพราะความจน วันนี้กลับได้พบคนที่เห็นข้าเป็นเพื่อน มิใช่แค่คนขายเนื้อ”น้ำตาคลอในดวงตานายพราน เขายิ้มกว้างเป็นครั้งแรก“คำพูดของท่านมีค่าดุจสมบัติ ข้าจะมอบเนื้อทั้งหมดนี้ให้ท่าน”

ไม่เพียงเท่านั้น เขายังลากยานบรรทุกเนื้อตามเศรษฐีบุตรไปถึงคฤหาสน์ มอบเนื้อทั้งหมด พร้อมทั้งรับเชิญให้อยู่ร่วมในบ้านใหญ่ กลายเป็นสหายแท้ของครอบครัวนั้นบรรยากาศตลาดที่เคยวุ่นวายกลับสงบลง ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างซุบซิบชื่นชมว่า “เพียงคำพูดที่จริงใจ สามารถเปลี่ยนความสัมพันธ์จากคนแปลกหน้าเป็นมิตรแท้ได้” พระศาสดาจึงสรุปแก่ภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วาจาที่อ่อนหวานและจริงใจ ย่อมนำมาซึ่งมิตรภาพและผลลัพธ์อันเลิศ”
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
นายพรานในครั้งนั้น ได้เป็น พระสารีบุตร
ส่วนเศรษฐีบุตรผู้ได้เนื้อทั้งหมดในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.