ทูตชาดก
การบอกความทุกข์แก่ผู้ที่ควรบอก
ณ พระเชตวันมหาวิหาร วันหนึ่ง เหล่าภิกษุกำลังสนทนากันถึงพระปรีชาสามารถของพระพุทธเจ้า"น่าอัศจรรย์จริง ๆ" ภิกษุรูปหนึ่งกล่าว"พระองค์ทรงรู้วิธีสอนคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน""บางคนหลงในความงาม พระองค์ก็ใช้อุบายเรื่องความงาม""บางคนจิตฟุ้งซ่าน พระองค์ก็หาวิธีที่เหมาะกับเขา""สุดท้ายหลายคนก็บรรลุพระอรหันต์ เพราะพระปัญญาอันลึกซึ้งของพระองค์"
ขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกัน พระพุทธเจ้าก็เสด็จมาพระองค์ตรัสถามว่า"ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอกำลังสนทนาเรื่องอะไรกันอยู่" เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบ พระองค์จึงตรัสว่า"ภิกษุทั้งหลาย มิใช่เพียงชาตินี้เท่านั้นที่ตถาคตรู้จักใช้อุบาย""แม้ในอดีตกาล ตถาคตก็เคยแก้ปัญหาด้วยปัญญาเช่นเดียวกัน"แล้วพระองค์ทรงเล่าเรื่องในอดีตให้ฟัง...
ชายหนุ่มผู้กตัญญูนานมาแล้ว ในสมัยที่พระเจ้าพรหมทัตครองกรุงพาราณสีมีพราหมณ์หนุ่มผู้หนึ่งศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่เมืองตักกสิลาเขาเป็นคนขยัน ซื่อสัตย์ และเคารพอาจารย์อย่างยิ่งเมื่อเรียนจบแล้ว เขากล่าวกับอาจารย์ว่า"ข้าแต่ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าจะออกเดินทางหาเงินค่าครูมาถวายท่าน"

อาจารย์ยิ้มด้วยความพอใจส่วนชายหนุ่มก็เริ่มออกเดินทางไปตามเมืองต่าง ๆขอรับทรัพย์จากผู้คนด้วยความสุจริตหลังจากใช้เวลานาน เขาสามารถรวบรวมทองคำได้ถึง เจ็ดแท่งเขาดีใจมาก

"ในที่สุด เราก็มีทรัพย์พอจะตอบแทนพระคุณอาจารย์แล้ว"ทองคำที่หายไประหว่างเดินทางกลับเขาต้องข้ามแม่น้ำคงคาโดยเรือแต่วันนั้นคลื่นในแม่น้ำค่อนข้างแรงเรือโคลงไปมาอยู่ตลอดเวลาทันใดนั้น...ห่อผ้าที่บรรจุทองคำเจ็ดแท่งก็หลุดจากมือ

ตกลงสู่แม่น้ำจมหายไปต่อหน้าต่อตาชายหนุ่มยืนนิ่งหัวใจเหมือนถูกดึงหายไปพร้อมกับทองคำความพยายามหลายปีจมหายไปในพริบตาแผนการอันชาญฉลาดหลังจากครุ่นคิดอยู่พักใหญ่เขาก็คิดขึ้นมาได้ "ถ้าเราจะเริ่มหาเงินใหม่ คงใช้เวลาอีกหลายปี" "แต่คนที่สามารถช่วยเราได้จริง ๆ ยังมีอยู่" เขาจึงนั่งลงริมฝั่งแม่น้ำไม่กินอาหารไม่พูดกับใครนั่งนิ่งราวกับรูปปั้นผู้คนที่เดินผ่านต่างสงสัย"ท่านเป็นอะไรหรือ" "เกิดเรื่องอะไรขึ้น" แต่ชายหนุ่มไม่ตอบแม้แต่คำเดียว

เจ็ดวันแห่งความเงียบวันแรก ชาวบ้านมาถามเขาไม่ตอบวันที่สอง ผู้คนจากหมู่บ้านใกล้เคียงมาถามเขาก็ยังไม่ตอบวันที่สาม ชาวเมืองพากันมาดูวันที่สี่ พ่อค้าและเศรษฐีเริ่มมาสอบถามวันที่ห้า ราชบุรุษถูกส่งมาวันที่หก เหล่าอำมาตย์ของพระราชาถูกส่งมาแต่ชายหนุ่มยังคงนั่งเงียบไม่พูดแม้แต่คำเดียวข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วกรุงพาราณสีในที่สุด พระเจ้าพรหมทัตก็ทรงทราบเรื่องพระองค์เกรงว่าจะเกิดเหตุสำคัญ จึงเสด็จมาด้วยพระองค์เอง

คำถามของพระราชาเมื่อทอดพระเนตรเห็นชายหนุ่มนั่งอยู่ริมแม่น้ำพระราชาจึงตรัสถามว่า"พราหมณ์เอ๋ย""เราได้ส่งคนมาหาท่านหลายครั้ง" "ทุกคนถามว่าท่านเดือดร้อนเรื่องอะไร" "แต่ท่านกลับไม่ยอมบอก" "หรือว่าความทุกข์นั้นร้ายแรงถึงขั้นความตาย" "จึงไม่ยอมเล่าให้ใครฟังเลยหรือ" ชายหนุ่มยกมือไหว้ แล้วตอบอย่างสงบ

ความทุกข์...ควรบอกใคร"ข้าแต่มหาราช""คนเราควรบอกความทุกข์แก่ผู้ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้""หากบอกแก่คนที่ช่วยอะไรไม่ได้""นอกจากความทุกข์จะไม่หายแล้ว บางครั้งยังเพิ่มความกังวลให้ทั้งสองฝ่ายอีก"พระราชาทรงสนพระทัยจึงตรัสให้เขาพูดต่อชายหนุ่มกล่าวว่า"หากพระองค์มีความทุกข์""แต่ผู้ฟังไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้เลย""พระองค์จะเล่าไปเพื่ออะไร""แต่หากมีใครสักคนที่สามารถแบ่งเบาหรือแก้ปัญหาได้""การบอกเขาย่อมมีประโยชน์"
ใจคน...อ่านยากยิ่งกว่าเสียงสัตว์ชายหนุ่มกล่าวต่อว่า"เสียงนก เสียงสัตว์ป่า เรายังพอเดาความหมายได้""แต่ใจมนุษย์นั้นยากจะหยั่งถึง""คนที่วันนี้เรียกตัวเองว่าเพื่อน""วันหน้าอาจกลายเป็นคนแปลกหน้า""หรือแม้แต่ศัตรูก็ได้""ดังนั้น การเล่าความลับหรือความทุกข์ของตน""ต้องเลือกคนให้ดี""ควรบอกแก่คนที่จริงใจ มีปัญญา และพร้อมจะช่วยเหลือ"พระราชาพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
เปิดเผยความจริงเมื่อพระราชาทรงถามว่า"แล้วความทุกข์ของเจ้าคืออะไร"ชายหนุ่มจึงเล่าเรื่องทั้งหมดตั้งแต่การออกหาเงินค่าครูการรวบรวมทองคำเจ็ดแท่งจนถึงเหตุการณ์ที่ทองตกลงไปในแม่น้ำจากนั้นจึงกล่าวว่า"ข้าพระองค์ทราบว่า คนที่พระองค์ส่งมานั้น""ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้""จึงไม่มีประโยชน์ที่จะเล่า""แต่พระองค์คือพระราชา""พระองค์ทรงมีอำนาจที่จะช่วยเหลือได้""เพราะเหตุนี้ ข้าพระองค์จึงยอมบอกความจริง"
รางวัลแห่งปัญญาพระเจ้าพรหมทัตได้ฟังแล้วยิ่งทรงประทับใจในความฉลาดและไหวพริบของชายหนุ่มพระองค์ตรัสว่า"เจ้ามิได้ขอความช่วยเหลือด้วยการร้องไห้""มิได้ใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกลวง""แต่ใช้ปัญญาให้เราเห็นความจริง"ด้วยความเลื่อมใสพระองค์จึงพระราชทานทองคำให้ถึง สิบสี่แท่งมากกว่าที่ชายหนุ่มสูญเสียไปถึงสองเท่า

ชายหนุ่มรับทองด้วยความซาบซึ้งจากนั้นนำไปถวายอาจารย์ตามที่ตั้งใจไว้และใช้ชีวิตด้วยความสุจริต ทำบุญทำกุศลตลอดมาพระพุทธเจ้าทรงเฉลยเมื่อเล่าเรื่องจบ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า"ภิกษุทั้งหลาย"
"ในอดีตกาล ชายหนุ่มผู้ใช้ปัญญาแก้ปัญหานั้น""ก็คือตถาคตเอง"
"พระราชาในครั้งนั้น คือพระอานนท์"
"และอาจารย์ในครั้งนั้น คือพระสารีบุตร"