
เรื่องเล่าจากตักการิยชาดก: การพูดดีเป็นศรีแก่ตัว
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อพระพุทธเจ้า (พระศาสดา) ประทับอยู่ที่วัดพระเชตวัน ทรงเล่าเรื่องนี้เพื่อสอนภิกษุชื่อ โกกาลิกะ เกี่ยวกับโทษของการพูดไม่ดี และคุณค่าของการพูดดีที่นำความสุขมาสู่ชีวิต เรื่องเริ่มต้นจากเหตุการณ์ที่โกกาลิกะพูดไม่ดีต่อพระอัครสาวกทั้งสองคือ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ จนนำพาความเดือดร้อนมาสู่ตัวเอง
เรื่องราวในปัจจุบัน
ในสมัยหนึ่ง พระอัครสาวกทั้งสอง (พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ) ต้องการหาที่พักเงียบๆ เพื่อจำพรรษา จึงไปขอพักที่วัดของพระโกกาลิกะในเมืองโกกาลิกรัฐ โดยตกลงกันว่า:พระอัครสาวกจะไม่บอกใครว่าพวกท่านมาพักที่นี่ เพื่อให้โกกาลิกะอยู่อย่างสบายพระโกกาลิกะจะได้รับฟังธรรมจากพระอัครสาวก ทำให้เขาได้รับประโยชน์ทางจิตใจ

ทั้งสองฝ่ายตกลงกัน และพระอัครสาวกก็จำพรรษาอย่างสงบสุข โดยไม่มีใครรู้ว่าพวกท่านอยู่ที่นั่น หลังจากจำพรรษาเสร็จ พระอัครสาวกบอกลาพระโกกาลิกะเพื่อกลับไปถวายบังคมพระพุทธเจ้า แต่โกกาลิกะกลับไปบอกชาวบ้านว่า “พวกคุณไม่รู้หรือว่าพระอัครสาวกมาพักที่นี่ 3 เดือน ตอนนี้ท่านกลับไปแล้ว!” ชาวบ้านรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ต้อนรับพระอัครสาวก จึงนำของถวาย เช่น เนยใส น้ำมัน และผ้ามาถวายเพื่อขอขมา

พระโกกาลิกะคิดว่าพระอัครสาวกคงไม่รับของถวายและจะให้เขาแทน แต่พระอัครสาวกไม่รับของและไม่บอกให้ชาวบ้านถวายแก่โกกาลิกะ เพราะท่านต้องการฝึกให้โกกาลิกะลดความโลภต่อมา พระอัครสาวกกลับมาที่เมืองโกกาลิกรัฐพร้อมภิกษุบริวาร 500 รูป ชาวบ้านต้อนรับอย่างดีและถวายของมากมาย แต่โกกาลิกะไม่ได้รับส่วนแบ่ง เขาจึงโกรธและกล่าวร้ายพระอัครสาวกว่า “ท่านสารีบุตรและโมคคัลลานะโลภมาก ไม่เคยแบ่งปันอะไรให้ผู้อื่น” เมื่อพระอัครสาวกได้ยินคำพูดนี้ ก็พากันออกจากเมือง แม้ชาวบ้านจะขอร้องให้อยู่ต่อ พระโกกาลิกะพยายามขอขมาเพื่อให้พระอัครสาวกกลับมา แต่ท่านไม่ยอม ชาวบ้านจึงโกรธโกกาลิกะและขับไล่เขาออกจากวัด

โกกาลิกะหนีไปที่วัดพระเชตวัน และกราบทูลพระพุทธเจ้าว่าพระอัครสาวกมีจิตใจไม่ดี แต่พระพุทธเจ้าทรงห้ามปรามว่า “อย่าพูดเช่นนี้ จงเลื่อมใสในพระสารีบุตรและโมคคัลลานะ”โกกาลิกะไม่ฟังคำทักท้วง ยังคงกล่าวร้ายต่อไป หลังจากนั้นไม่นาน เขากลับป่วยหนัก มีตุ่มขึ้นทั่วร่างกายและเสียชีวิตในที่สุด ไปเกิดในนรกเพราะคำพูดที่ไม่ดีของตน

เรื่องราวในอดีต
พระพุทธเจ้าทรงเล่าว่า โกกาลิกะไม่ได้เจอผลร้ายจากคำพูดครั้งนี้ครั้งแรก แม้ในอดีตชาติเขาก็เคยได้รับผลจากคำพูดที่ไม่ดีเช่นกัน โดยเล่าเรื่องดังนี้:ในสมัยที่พระเจ้าพรหมทัตครองเมืองพาราณสี มีปุโรหิตคนหนึ่งตาเหลืองและมีเขี้ยว ภรรยาของเขามีชู้ซึ่งเป็นพราหมณ์ที่มีลักษณะเหมือนกัน

ปุโรหิตพยายามห้ามภรรยาแต่ไม่สำเร็จ จึงวางแผนกำจัดชู้ด้วยการหลอกพระราชาว่าประตูเมืองด้านทักษิณไม่เป็นมงคล ต้องรื้อและสร้างใหม่ โดยต้องใช้พราหมณ์ตาเหลืองมีเขี้ยวมาทำพิธีบูชายัญ ปุโรหิตคิดว่าวิธีนี้จะกำจัดชู้ได้ แต่เขาไม่เก็บความลับ พูดบอกภรรยาว่าจะฆ่าชู้ของนาง

ภรรยาไปเตือนชู้ให้หนี พราหมณ์ที่มีลักษณะตาเหลืองและมีเขี้ยวในเมืองพากันหนีหมด เมื่อถึงวันทำพิธี ปุโรหิตหาคนมาทำพิธีไม่ได้ พระราชาทรงสอบสวนและพบว่ามีเพียงปุโรหิตเองที่มีลักษณะตามที่กำหนด ชาวเมืองจึงจับปุโรหิตมาทำพิธีแทน

ในขณะที่ปุโรหิตกำลังจะถูกฝังในหลุมเพื่อทำพิธี เขาคร่ำครวญว่า “เราโง่ที่พูดไม่ดี เรียกภัยมาสู่ตัวเอง” ตักการิยมาณพ ซึ่งเป็นศิษย์ของเขา (คือพระโพธิสัตว์ในอดีตชาติ) สอนว่า “คนที่พูดเกินขอบเขตย่อมเจอภัย เช่น การถูกจองจำ การถูกฆ่า หรือความทุกข์ใจ” แต่สุดท้ายตักการิยเมตตา ปล่อยปุโรหิตไปและใช้แพะตายทำพิธีแทน

เรื่องเล่าอื่นที่สอนใจ
ตักการิยเล่าตัวอย่างเพิ่มเติมเพื่อสอนว่า การพูดไม่ดีนำภัยมาสู่ตัว:
แพะถูกขโมย: แพะถูกโจรขโมยแต่ดีใจรอดตาย กระโดดเล่นจนมีดตกลงมา โจรใช้มีดนั้นฆ่าแพะเสีย
ในทางกลับกัน ตักการิยเล่าเรื่อง กินนรและกินรี ที่รอดตายเพราะรู้จักพูดดี:
พระพุทธเจ้า (พระศาสดา) ทรงสรุปเรื่องนี้หลังจากเล่าธรรมเทศนาให้ภิกษุฟังว่า:
"ภิกษุทั้งหลาย โกกาลิกะไม่ได้เจอผลร้ายจากคำพูดที่ไม่ดีแค่ในชาตินี้เท่านั้น ในอดีตชาติเขาก็เคยได้รับผลร้ายจากคำพูดของตัวเองมาแล้ว" เเละประชุมชาดกว่า
พราหมณ์ตาเหลืองมีเขี้ยว ในเรื่องอดีตชาติ คือ พระโกกาลิกะ ในชาตินี้
ตักการิยบัณฑิต (ผู้ใช้ปัญญาและเมตตา) คือ พระพุทธเจ้า (ตถาคต) นั่นเอง
ข้อคิดจากเรื่อง
พระพุทธเจ้าสรุปว่า การพูดดีนำความสุขและช่วยให้รอดพ้นจากภัยได้ ส่วนการพูดไม่ดีเหมือนการเรียกภัยมาสู่ตัว โกกาลิกะในอดีตชาติคือปุโรหิตที่พูดไม่ดีจนเกือบตาย ส่วนตักการิยคือพระพุทธเจ้า ผู้ใช้ปัญญาและเมตตาช่วยผู้อื่น
ข้อคิด: พูดดี พูดเหมาะสม นำมาซึ่งความสุขและความปลอดภัย แต่การพูดร้ายหรือพูดเกินขอบเขตอาจนำภัยมาสู่ตัวเองและผู้อื่น