
โภชาชานียชาดก
ม้าศึกผู้ไม่ยอมแพ้
นานมาแล้ว ในเมืองพาราณสี มีม้าศึกตัวหนึ่งชื่อว่า“โภชาชานียะ”มันไม่ใช่ม้าธรรมดาขนเป็นเงางาม แข็งแรง สง่างาม และฉลาดเหนือม้าทั้งปวงพระราชาทรงรักมันมาก ดูแลอย่างดีที่สุดราวกับอัญมณีล้ำค่ามันกินอาหารชั้นเลิศจากถาดทองอยู่ในคอกที่หอมอบอวลด้วยดอกไม้และน้ำหอมใครเห็นต่างก็รู้ทันทีว่านี่คือ “ม้าคู่บารมีของกษัตริย์”

วันหนึ่ง เมืองพาราณสีถูกกษัตริย์เจ็ดเมืองยกทัพมาล้อมสารจากศัตรูส่งเข้ามาในเมืองว่า“จะยอมมอบเมือง หรือจะออกรบ” ทั้งวังตกอยู่ในความตึงเครียดพระราชาประชุมเหล่าเสนาบดีทันทีในที่สุด

นายทหารม้าคนสำคัญจึงพูดขึ้นว่า“หากข้าพระองค์ได้ม้าสินธพชื่อโภชาชานียะข้าพระองค์จะสามารถสู้กับกษัตริย์ทั้งเจ็ดได้”พระราชาจึงมอบม้าตัวนั้นให้ทันที

เช้าวันต่อมา นายทหารสวมเกราะเต็มยศ ขึ้นขี่โภชาชานียะออกจากเมืองม้าศึกพุ่งทะยานราวสายฟ้ามันวิ่งฝ่ากองทัพศัตรูทีละกองทั้งเร็ว ทั้งดุดัน ทั้งแม่นยำไม่นาน กษัตริย์องค์ที่หนึ่งก็ถูกจับจากนั้นองค์ที่สององค์ที่สามองค์ที่สี่…กองทัพศัตรูเริ่มแตกตื่นเพียงม้าตัวเดียวกับนักรบคนเดียวกลับทำให้กองทัพทั้งเจ็ดสั่นสะเทือน

แต่ในศึกครั้งที่หกโภชาชานียะถูกลูกศรยิงเข้าอย่างแรงเลือดไหลอาบตัวร่างกายเริ่มอ่อนแรงจนแทบยืนไม่ไหวนายทหารเห็นดังนั้นจึงรีบพากลับวังแล้วเตรียมหาม้าตัวใหม่ออกศึกแทนโภชาชานียะนอนหอบอยู่บนพื้นแต่เมื่อเห็นนายทหารกำลังจะเปลี่ยนม้า มันกลับลืมตาขึ้นในใจมันคิดว่า“ถ้าเปลี่ยนเป็นม้าตัวอื่น ศึกนี้อาจแพ้ทุกอย่างที่เราทำมาจะสูญเปล่า”มันจึงพูดกับนายทหารว่า“อย่าเปลี่ยนม้าเลยข้ายังไหว”นายทหารตกใจ

“แต่เจ้าบาดเจ็บหนักมาก!”ม้าศึกตอบกลับด้วยสายตาแน่วแน่“ต่อให้ข้านอนเจ็บอยู่ข้าก็ยังดีกว่าม้าธรรมดาจงพาข้าออกศึกอีกครั้งเถิด”นายทหารเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ พยุงมันลุกขึ้นเขาพันแผลให้แน่นสวมเกราะกลับคืนแล้วทั้งคู่ก็ออกไปสู่สนามรบอีกครั้งศึกสุดท้ายดุเดือดที่สุดแต่โภชาชานียะยังคงวิ่งฝ่าเสียงดาบและลูกธนูแม้ร่างจะเต็มไปด้วยบาดแผลในที่สุด พวกเขาก็สามารถจับกษัตริย์องค์สุดท้ายได้สำเร็จชัยชนะเป็นของพาราณสี
เมื่อกลับถึงวัง พระราชารีบออกมาดูม้าคู่บารมีทันทีโภชาชานียะหายใจแผ่วเบาก่อนสิ้นใจ มันกล่าวกับพระราชาว่า“อย่าฆ่าศัตรูทั้งเจ็ดเลยปล่อยพวกเขากลับไปเถิดและรางวัลทั้งหมดขอพระองค์มอบให้นายทหารผู้กล้าคนนั้นแทนข้าส่วนพระองค์…จงปกครองบ้านเมืองด้วยความยุติธรรม”

หลังพูดจบเมื่อคนถอดเกราะออกจากร่างของมันโภชาชานียะก็จากไปอย่างสงบพระราชาทรงเสียใจมากพระองค์จัดพิธีให้ม้าศึกอย่างสมเกียรติวีรบุรุษส่วนกษัตริย์ทั้งเจ็ด ก็ได้รับการปล่อยตัวกลับเมืองของตนหลังจากนั้น พระราชาจึงครองแผ่นดินด้วยความเมตตาและความยุติธรรมพระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องนี้เพื่อสอนว่า“แม้ในอดีต บัณฑิตยังไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคถึงร่างกายบาดเจ็บ ก็ยังไม่ทอดทิ้งหน้าที่”
พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็น พระอานนท์
นายทหารม้าในครั้งนั้น ได้เป็น พระสารีบุตร
ส่วนโภชาชานียสินธพในครั้งนั้น ได้เป็น เรา แล.