
อรรถกถา อายาจิตภัตตชาดก
ว่าด้วย การเปลื้องตน
ณ พระวิหารเชตวัน ในยามเช้าที่สงบพระพุทธองค์ทรงนั่งท่ามกลางหมู่ภิกษุวันนั้น ภิกษุหลายรูปมีเรื่องสงสัย…“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ” พวกท่านกราบทูล “มนุษย์เขาฆ่าสัตว์บูชาเทวดา แล้วขอพร แบบนี้…มันได้ผลจริงหรือไม่?” พระพุทธองค์ทรงนิ่งเล็กน้อยก่อนจะตรัสด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่ลึกซึ้งว่า “เรื่องนี้…ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นตอนนี้แม้ในอดีต ก็เคยมีมาแล้ว” แล้วพระองค์ก็เริ่มเล่าเรื่อง…
กาลครั้งหนึ่ง ในแคว้นกาสีมีชายคนหนึ่งเป็นพ่อค้าธรรมดาวันหนึ่ง ก่อนออกเดินทางไปค้าขายเขาไปยืนอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่หน้าหมู่บ้าน “ข้าแต่เทวดา” เขาพูดด้วยความศรัทธา “ถ้าข้าพเจ้าค้าขายสำเร็จ ปลอดภัยดีข้าจะกลับมาฆ่าสัตว์บูชาท่าน!” เขาพูดจบ…แล้วก็ออกเดินทาง

การค้าของเขาราบรื่นเกินคาดได้กำไรมากมาย ไม่มีอันตรายเลยเขาดีใจมาก และคิดทันทีว่า“ต้องเป็นเพราะเทวดาช่วยแน่ๆ!” โดยไม่ลังเลเขาจึงกลับมาที่ต้นไทร…พร้อมสัตว์จำนวนมากตั้งใจจะ “ฆ่า” เพื่อแก้บนขณะที่เขากำลังจะลงมือ…จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากต้นไทรไม่ใช่เสียงลม…แต่เป็นเสียงของ “รุกขเทวดา”

เสียงนั้นพูดชัดเจนว่า “ถ้าเจ้าคิดว่าการฆ่าสัตว์จะทำให้ตัวเองหลุดพ้น…เจ้าคิดผิดแล้ว” ชายคนนั้นชะงัก มือที่ถือมีดสั่นเล็กน้อยเทวดาพูดต่ออย่างหนักแน่น “เจ้าคิดว่ากำลัง ‘ปลดเปลื้อง’ ตัวเองแต่จริงๆ แล้ว…เจ้ากำลังผูกมัดตัวเองหนักขึ้น” “คนมีปัญญา…ไม่เคยหลุดพ้นด้วยการฆ่าใคร” “สิ่งที่เจ้าทำอยู่ไม่ใช่การแก้บน…แต่เป็นการสร้างบาปเพิ่ม”

ชายคนนั้นยืนอึ้ง…เหมือนถูกตบหน้าด้วยความจริงเขาเริ่มคิดได้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาเข้าใจผิดทั้งหมดไม่ใช่เทวดาให้โชคแต่เป็นผลจากความพยายามของตัวเองและการฆ่าสัตว์…ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นเลยมีแต่จะทำให้หนักขึ้นเขาค่อยๆ วางมีดลงสัตว์ที่ถูกจับมา…ได้รับชีวิตคืนตั้งแต่นั้นมาเขาเลิกฆ่าสัตว์ เลิกแก้บนแบบผิดๆและหันมาใช้ชีวิตด้วยความถูกต้อง “การอ้อนวอน…ถ้าทำด้วยความหลงผิดยิ่งทำ ก็ยิ่งผูกมัดตัวเอง” “การฆ่าสัตว์เพื่อหวังผลดีไม่เคยนำไปสู่ความดีจริง”
ตั้งแต่นั้น มนุษย์ทั้งหลายงดเว้นจากกรรม คือปาณาติบาตเห็นปานนั้น พากันประพฤติธรรม ยังเทพนครให้เต็มแล้ว.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาสืบต่ออนุสนธิแล้ว
ทรงประชุมชาดกว่า สมัยนั้น เราได้เป็นรุกขเทวดา แล.