
ว่าด้วย ดี ๔ ชั้น
เสียงลมยามบ่ายพัดแผ่วผ่านร่มโพธิ์ใหญ่ในพระเชตวันมหาวิหาร ใบโพธิ์ไหวเอื่อยจนเกิดเสียงซู่ซ่าราวกับคลื่นน้ำเบาๆ พระพุทธองค์ประทับนิ่งใต้ร่มเงานั้น ทรงทอดพระเนตรไปยังภิกษุชรารูปหนึ่งที่นั่งหม่นหมองอยู่ข้างหน้าดวงตาของท่านคลอด้วยน้ำตา เหมือนคนที่กำลังต่อสู้กับบางสิ่งในใจตนเอง
ภิกษุรูปนั้น เดิมเป็นคหบดีผู้มั่งคั่งแห่งเมืองสาวัตถี เคยมีบ้านใหญ่ ทรัพย์สินมาก และภรรยาที่รักยิ่งจนวันที่ได้ฟังธรรมจากพระศาสดา ใจของเขาเปิดกว้าง ละเรือนออกบวชด้วยความตั้งใจจะเดินตามทางแห่งความหลุดพ้น
แต่ชีวิตในผ้ากาสาวพัสตร์ไม่ง่ายนัก...เขาได้แต่ภัตตกปลายจากบาตร — ข้าวเย็นเจือจาง หรืออาหารที่ไม่อร่อย บางวันก็แทบไม่มีจะฉันความหิว ความอ่อนแอ และความคิดถึงชีวิตเดิมเริ่มก่อตัวในใจ

จนวันหนึ่ง เมื่อออกบิณฑบาตผ่านเรือนเก่า ภรรยาเก่าของเขาเห็นเข้าหญิงนั้นยังจำสามีได้ดี ดวงตาเธอสั่นระริกด้วยความสงสาร จึงเชื้อเชิญให้เข้ามาฉันอาหารโต๊ะอาหารวันนั้นเต็มไปด้วยของโปรดที่เคยร่วมกินด้วยกันในอดีตกลิ่นหอมของแกงโปรด กับรอยยิ้มอบอุ่นของคนเคยรัก ทำให้ใจของภิกษุสั่นไหว“อร่อยเหลือเกิน...” ท่านคิดในใจ “อร่อยกว่าที่เคยได้จากบาตรเป็นไหนๆ” เพียงรสเดียวในปาก ก็ปลุกความผูกพันเก่าที่เคยหลับใหลให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง

นางภรรยาเก่ารู้ดีว่าหัวใจของเขายังไม่ตัดขาด จึงลอง “ทดสอบใจ” วันหนึ่ง นางแสร้งทำทีสนุกสนานกับชายหนุ่มรูปงามต่อหน้าบ้านหัวเราะหยอกล้อราวหญิงสาววัยแรกรักภิกษุผู้ผ่านมาเห็นเข้า

ใจสั่นสะเทือนดุจใบไม้ต้องพายุความหึง ความเจ็บ และความอยากกลับมาครอบงำเขายืนนิ่ง น้ำตาไหลเงียบๆ แล้วเอ่ยเบาๆ ว่า “เราจะ... สึก”
วันนั้นเอง พระศาสดาทรงทราบเหตุทั้งหมดจึงตรัสเรียกภิกษุรูปนั้นมาพบ ทรงมองเขาด้วยสายตาอ่อนโยนแต่มั่นคง “ดูก่อนภิกษุ มิใช่เพียงชาตินี้ที่เจ้าถูกหญิงนั้นครอบงำ แม้ในอดีตกาล เจ้าก็เคยสูญเสียฌานเพราะนาง แต่เมื่อได้อาศัยเรา เจ้าก็ฟื้นใจกลับมาได้อีกครั้ง”
แล้วพระองค์ตรัสเล่าเรื่องในอดีต...นานมาแล้ว เมืองพาราณสีรุ่งเรืองด้วยวัดวาและเสียงสวดสาธยายกลางตลาดคึกคัก มีกลิ่นเครื่องหอมและเสียงคนขายเรียกลูกค้าเด็กๆ วิ่งเล่นไปตามตรอก เสียงระฆังจากวัดดังแว่วมาแต่ไกล
ชายหนุ่มรูปงามชื่อ “โชติปาละ” บุตรของปุโรหิตใหญ่เป็นคนฉลาด มีแววตาลึก และชอบใคร่ครวญความจริงของชีวิต วันหนึ่งเขามองผู้คนในตลาด ทั้งคนรวยที่โลภ คนจนที่อิจฉา เขาคิดในใจ “มนุษย์ช่างดิ้นรนเพื่อสิ่งที่อยู่ไม่นานเลย”

จากความคิดนั้น เขาจึงละเรือน ออกบวชเป็นฤๅษีไปอยู่ในป่าใหญ่ที่ท้าวสักกะเทวราชเนรมิตให้ป่าเงียบสงบ มีเสียงน้ำตกและกลิ่นดอกไม้ป่าลอยอ่อนในลมโชติปาละเจริญฌานจนจิตสงบเย็น มีศิษย์มากมายเคารพหนึ่งในศิษย์นั้น ชื่อ “นารทะ” เป็นฤๅษีหนุ่มผู้มีใจใสสะอาด แต่ยังไม่มั่นคงพอ

วันหนึ่ง นารทะจำพรรษาอยู่ใกล้แม่น้ำใหญ่ เช้าๆ จะเห็นหญิงสาวชาวบ้านมาอาบน้ำ สวมผ้าบางเปียกน้ำจนแสงแดดสะท้อนระยิบนางหนึ่งหัวเราะเบาๆ พลางสาดน้ำเล่นกับเพื่อน เพียงแววตาเดียว นารทะก็รู้ว่า... ใจตนเริ่มสั่น จิตที่เคยสงบเหมือนผิวน้ำในสระ กลับปั่นป่วนดุจคลื่นหลังฝนเขาพยายามภาวนา แต่ภาพหญิงนั้นกลับไม่เลือน ไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่พูดกับใครเจ็ดวัน

พี่ชายของเขา “กาฬเทวิลดาบส” รู้ด้วยญาณ รีบมาหาเห็นน้องซีดเซียวเหมือนคนป่วย จึงถามว่า“นารทะ เจ้าเป็นอะไร ทำไมไม่ภาวนา ไม่ฉันอาหาร” นารทะหลบตา พูดเพียงว่า “ไม่มีอะไร”

กาฬเทวิลรู้ว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา จึงไปเชิญอาจารย์ใหญ่ “สรภังคดาบส” มาด้วยตนเองเมื่อมาถึง สรภังคมองเพียงครั้งเดียวก็รู้ความท่านพูดอย่างสงบ “นารทะ... เธอตกอยู่ในอำนาจแห่งอินทรีย์ใช่ไหม”เพียงคำนั้น น้ำตาของนารทะก็ร่วงเผาะเขาคุกเข่าลง “ใช่ครับ อาจารย์... ข้าพเจ้าพลาดไปแล้ว”

สรภังคพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่น “ลูกเอ๋ย... สุขจากกาม เหมือนไฟที่อุ่นเพียงครู่ แต่สุดท้ายเผาใจให้ไหม้ แต่สุขจากความสงบ แม้จะต้องผ่านความยากลำบากก่อน ก็เย็นยั่งยืนกว่า”
นารทะฟังแล้วเงียบไปนาน น้ำตาไหลอย่างสำนึก “ข้าพเจ้าอ่อนแอเกินไป อาจารย์ ข้าพเจ้าฝึกใจไม่ได้” สรภังคยิ้มบางๆ “ไม่มีใครฝึกใจได้ในวันเดียว แต่ทุกครั้งที่เจ้าล้ม แล้วลุกขึ้นอีกครั้ง นั่นแหละคือชัยชนะที่แท้จริง”
เมื่อจิตของนารทะเริ่มสงบ กาฬเทวิลกล่าวต่อว่า “คนขยันทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยความสุจริต — นั่นคือดีชั้นหนึ่ง ผู้แบ่งปันทรัพย์ให้ผู้มีธรรม — ดีชั้นสอง ได้ลาภแล้วยังไม่หลง — ดีชั้นสาม เสื่อมลาภแล้วไม่ทุกข์ — ดีชั้นสี่ ผู้มีดีทั้งสี่นี้ ย่อมไม่พ่ายต่ออินทรีย์ใดๆ เลย”
สรภังคดาบสพยักหน้า “ใช่แล้ว ลูกเอ๋ย...ผู้ตกอยู่ในอำนาจของอินทรีย์ ไม่มีใครเลวไปกว่านั้นแต่ผู้ชนะใจตน แม้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีชื่อเสียง ก็ประเสริฐที่สุด” นารทะกราบอาจารย์ น้ำตาไหลด้วยความเบาใจเขากลับไปบำเพ็ญเพียรใหม่ และในที่สุดก็ได้ฌานคืน
พระศาสดาตรัสจบเรื่องนี้ภิกษุชราผู้เคยคิดสึกนั่งฟังเงียบๆ ดวงตาเปียกชื้นแต่ครั้งนี้ น้ำตาไม่ได้มาจากความเศร้า — มาจากความโล่งใจภิกษุนั้นพนมมือ ก้มลงกราบ น้ำตาแห่งศรัทธาไหลรินใจที่เคยสั่นไหว กลับสงบนิ่งราวผิวน้ำยามเช้าเสียงลมพัดผ่านร่มโพธิ์อีกครั้งเหมือนธรรมะของพระศาสดาได้ปลอบโยนใจผู้คนให้เย็นทั่วทั้งพระเชตวัน...
“ในกาลนั้น นารทะดาบส คือตัวภิกษุนี้เอง” พระองค์ตรัส
“สรภังคดาบส คือ เราตถาคต ”