
อรรถกถา อุรคชาดก
ว่าด้วย เปรียบคนตายเหมือนงูลอกคราบ
ในสมัยที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่วัดเชตวัน มีเศรษฐีคนหนึ่งมาหาด้วยความเศร้าเสียใจอย่างยิ่ง เพราะลูกชายของเขาเสียชีวิต พระพุทธเจ้าจึงตรัสปลอบใจว่า สิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปเป็นธรรมดา ไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้ถาวร สัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้วย่อมตายเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีใครหนีพ้นจากความตายได้เลย พระองค์จึงเล่าเรื่องในอดีตเพื่อเป็นตัวอย่างให้ฟัง

ในอดีตกาล
มีพราหมณ์คนหนึ่งอาศัยอยู่ใกล้เมืองพาราณสี ใช้ชีวิตด้วยการทำไร่ไถนา เขามีลูกชายและลูกสาว เมื่อลูกชายโตขึ้นก็แต่งงาน ทำให้ในครอบครัวมีทั้งหมดหกคน คือ พ่อ แม่ ลูกชาย ลูกสาว ลูกสะใภ้ และทาสี ทั้งหมดอยู่ร่วมกันอย่างรักใคร่กลมเกลียว พ่อพราหมณ์มักสอนลูกหลานว่า จงทำบุญ รักษาศีล ทำความดี และระลึกถึงความตายอยู่เสมอ เพราะไม่มีใครรู้ว่าวันใดจะถึงคราวตาย ทุกสิ่งในโลกล้วนไม่เที่ยง
อยู่มาวันหนึ่ง พ่อกับลูกชายออกไปไถนา ลูกชายไปเผาหญ้าใกล้จอมปลวก โดยไม่รู้ว่ามีงูพิษอยู่ข้างใน ควันไฟรบกวนงูจนมันโกรธและเลื้อยออกมากัดลูกชายจนตายทันที พ่อเห็นลูกชายนอนแน่นิ่งอยู่จึงเดินเข้าไปดู เมื่อรู้ว่าลูกตายแล้ว เขาอุ้มร่างไปวางไว้ใต้ต้นไม้ เอาผ้าคลุมไว้โดยไม่ร้องไห้หรือฟูมฟาย และยังคงไถนาเหมือนเดิมในขณะที่คิดถึงคำสอนเรื่องความไม่เที่ยง

ระหว่างนั้น พ่อเห็นคนรู้จักเดินผ่านมา จึงฝากไปบอกที่บ้านว่า วันนี้ไม่ต้องเตรียมข้าวสำหรับสองคน เอามาแค่ของเขาคนเดียวก็พอ และขอให้ทุกคนในบ้านแต่งชุดขาว ถือดอกไม้และของหอมมาที่นา ที่บ้านได้ยินก็เข้าใจทันทีว่าลูกชายเสียชีวิตแล้ว แต่ไม่มีใครร้องไห้หรือตีโพยตีพาย เพราะทุกคนต่างฝึกจิตใจไว้ดีแล้ว ทุกคนไปที่นาพร้อมของหอมและดอกไม้

เมื่อรับประทานอาหารเสร็จ พวกเขาก็ช่วยกันเก็บฟืนแล้วทำพิธีเผาศพ ไม่มีแม้แต่น้ำตาหนึ่งหยดจากใครเลย การที่ครอบครัวนี้รับมือกับความตายอย่างสงบทำให้สวรรค์สั่นสะเทือน ท้าวสักกะจึงเสด็จลงมาถามว่า เหตุใดพวกเขาจึงไม่เสียใจเลย ทั้งที่ลูกชายเสียชีวิต พ่อของเด็กจึงตอบว่า ร่างกายก็เหมือนคราบเก่าของงู เมื่อลูกของเขาสิ้นชีวิตไปแล้ว การร้องไห้หรือเสียใจก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะลูกก็ไม่รับรู้แล้ว
เมื่อท้าวสักกะได้ยินจึงถามแม่ของเด็กว่า เขาเป็นอะไรกับเธอ แม่ตอบว่า เขาเป็นลูกชายที่อุ้มท้องมา 10 เดือน เลี้ยงดูมาเต็มที่ ท้าวสักกะถามต่อว่า เพราะเหตุใดจึงไม่ร้องไห้ แม่จึงตอบว่า ลูกไม่ได้มาเพราะเราขอร้องให้มา และก็ไม่ได้จากไปเพราะเราสั่งให้ไป เขามาเอง และก็จากไปเอง การร้องไห้ก็ไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์อะไร
จากนั้นท้าวสักกะก็ถามน้องสาวของผู้ตาย น้องสาวตอบว่า เขาเป็นพี่ชาย ท้าวสักกะจึงถามว่า เหตุใดไม่ร้องไห้ เพราะโดยธรรมดาแล้วน้องสาวย่อมรักพี่ชาย แต่น้องสาวก็ตอบว่า หากมัวแต่ร้องไห้ ตัวเองก็จะเศร้าและผ่ายผอมลง ญาติมิตรที่เห็นก็จะยิ่งเศร้าไปด้วย พี่ชายตายแล้วก็ไม่รับรู้อะไรอีกแล้ว จะไปร้องไห้ให้เขาทำไม
จากนั้น ท้าวสักกะจึงถามภรรยาของผู้ตายว่า เขาเป็นอะไรกับเธอ ภรรยาตอบว่า เขาเป็นสามี ท้าวสักกะจึงกล่าวว่า ธรรมดาหญิงที่สามีตายมักจะเสียใจ เพราะกลายเป็นหม้ายไม่มีที่พึ่ง แต่หญิงคนนั้นก็ตอบว่า การร้องไห้ถึงคนตายก็เหมือนกับเด็กที่นั่งอยู่บนตักแม่แล้วร้องไห้อยากได้พระจันทร์ มันไม่มีทางเป็นไปได้ สามีของเธอก็ตายไปแล้ว จะไปร้องไห้ให้เขาเพื่ออะไร เขาไม่มีทางกลับมาได้อีกแล้ว
สุดท้าย ท้าวสักกะก็ถามทาสีว่า เขาเป็นอะไรกับเจ้า ทาสีตอบว่า เขาเป็นเจ้านายที่เธอเคารพรักมาก เปรียบเหมือนลูกแท้ ๆ ที่เธอเลี้ยงดูมาเอง ท้าวสักกะจึงถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ทำไมจึงไม่ร้องไห้ ทาสีก็ตอบว่า หม้อน้ำที่แตกแล้วไม่มีทางซ่อมกลับมาใช้ได้ คนที่ตายไปก็เช่นกัน ไม่มีใครสามารถทำให้ฟื้นคืนมาได้ จะไปร้องไห้ให้คนตายเพื่ออะไร

เมื่อท้าวสักกะฟังทุกคำตอบ ก็ทรงปลื้มใจอย่างยิ่งและตรัสว่า พวกท่านเป็นผู้ไม่ประมาท เจริญมรณานุสติ (การระลึกถึงความตาย) อย่างมั่นคง ขอให้พวกท่านไม่ต้องทำงานหนักอีกต่อไป เราจะทำให้บ้านของท่านเต็มไปด้วยทรัพย์สมบัติ จากนั้นจึงเสกบ้านให้มีรัตนะ 7 ประการครบถ้วน แล้วเสด็จกลับไป

สรุปท้ายเรื่อง
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะ แล้วประชุมชาดก ในเวลาจบสัจจะ กฎุมพีดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.
ทาสีในครั้งนั้น ได้เป็น นางขุชชุตตรา
ธิดาได้เป็น นางอุบลวรรณา
บุตรได้เป็น พระราหุล
มารดาได้เป็น นางเขมา
ส่วนพราหมณ์ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
ข้อคิดจากเรื่องนี้
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความตายเป็นของแน่นอน ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ การฟูมฟายก็ไม่มีประโยชน์ คนที่รู้เท่าทันความจริงของชีวิต ย่อมสามารถเผชิญหน้ากับความสูญเสียได้อย่างสงบ และคนที่ไม่ประมาทในการใช้ชีวิต จะได้รับผลดีในที่สุด