
เตลปัตตชาดก ว่าด้วยการรักษาจิต
แต่เรื่องยังไม่จบระหว่างทางกลับมีหญิงสาวผู้เลอโฉมกำลังร้องเพลงและร่ายรำอยู่ท่ามกลางฝูงชนเสียงดนตรีดังอยู่รอบตัวผู้คนส่งเสียงเชียร์ทุกสายตาหันไปมองนางยกเว้นคุณ...เพราะเพียงแค่เผลอหันไปมอง แล้วน้ำมันกระฉอกออกจากถ้วยชีวิตก็จบลงตรงนั้นคุณจะยังกล้าละสายตาจากถ้วยหรือไม่?
นี่คือเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงยกขึ้นมาเป็นตัวอย่าง เพื่อสอนเรื่องสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนมีแต่ควบคุมได้ยากเหลือเกินสิ่งนั้นคือ...“ใจของเราเอง”ย้อนกลับไปในอดีตกาลครั้งนั้น พระเจ้าพรหมทัตครองกรุงพาราณสีพระองค์มีพระราชโอรสมากมายถึงหนึ่งร้อยเอ็ดพระองค์พระราชโอรสองค์สุดท้าย แม้จะอยู่ห่างจากลำดับการสืบราชสมบัติ แต่เป็นผู้มีจิตใจดี และคอยปรนนิบัติพระปัจเจกพุทธเจ้าที่เข้ามารับอาหารในพระราชวังอยู่เสมอ
ทุกครั้งที่ท่านมา เจ้าชายจะคอยถวายน้ำ ล้างพระบาท และดูแลด้วยความเคารพแต่ลึกลงไปในใจ เจ้าชายมีคำถามหนึ่งที่ติดค้างอยู่เสมอพระองค์เป็นโอรสองค์ที่ 101มีพี่ชายอยู่ข้างหน้าถึงหนึ่งร้อยพระองค์แล้วชีวิตนี้...พระองค์จะมีโอกาสได้เป็นกษัตริย์หรือไม่?วันหนึ่ง เจ้าชายจึงตัดสินใจถามพระปัจเจกพุทธเจ้า“ในอนาคต ข้าพเจ้าจะได้ครองราชสมบัติในกรุงพาราณสีหรือไม่?”คำตอบที่ได้รับชัดเจน“พระองค์จะไม่ได้ครองราชย์ในเมืองนี้”
ความหวังของเจ้าชายเหมือนถูกดับลงทันทีแต่พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวต่อ“อย่างไรก็ตาม มีเมืองหนึ่งชื่อว่า ตักกสิลา อยู่ห่างจากที่นี่ห้าสิบโยชน์”“หากพระองค์ไปถึงเมืองนั้นได้ พระองค์จะได้เป็นกษัตริย์ในวันที่เจ็ดนับจากวันนี้”เจ้าชายเงยหน้าขึ้นโอกาสที่คิดว่าไม่มี กลับปรากฏอยู่ตรงหน้าแต่มีเงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่ง

ทุกอย่างถูกสร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์เดียวล่อลวงมนุษย์เมื่อชายคนใดหลงใหลและหยุดอยู่กับพวกมัน...ชายคนนั้นก็จะกลายเป็นอาหารพระปัจเจกพุทธเจ้าจึงเตือนเจ้าชายว่า“ถ้าพระองค์รักษาสติไว้ได้ ไม่หลงไปกับสิ่งที่ยักษิณีสร้างขึ้น และเดินทางต่อจนถึงตักกสิลา พระองค์จะได้ครองราชย์ตามที่ปรารถนา”เจ้าชายตอบทันที“ข้าพเจ้าจะไม่หลงกลพวกมัน”พระองค์จึงกลับไปลาพระบิดาและพระมารดา แล้วเตรียมออกเดินทาง



คำเตือนที่เคยรับปากว่าจะจำ กลับค่อยๆถูกลืมสุดท้าย มหาดเล็กทั้งห้าตกอยู่ในกับดักและถูกยักษิณีจับกินจนหมดจากคนหกคนที่ออกเดินทางจากพาราณสี...เหลือเพียงเจ้าชายพระองค์เดียวพระองค์ยังคงเดินต่อแม้เจ้าชายจะผ่านกับดักมาได้ แต่ยักษิณีตัวหนึ่งยังไม่ยอมแพ้มันแปลงกายเป็นหญิงสาวงดงาม และติดตามเจ้าชายไปตลอดเส้นทางแต่ไม่ว่ามันจะพยายามเพียงใด เจ้าชายก็ไม่ยอมหลงใหลในที่สุด พระองค์เดินทางมาถึงเมืองตักกสิลา และเข้าไปพักในศาลาแห่งหนึ่งนอกกำแพงเมืองดูเหมือนว่าอันตรายจะผ่านพ้นไปแล้วแต่ยักษิณียังตามมาถึงที่นั่นและคราวนี้...เป้าหมายของมันเปลี่ยนไป


คราวนี้ พระราชาทรงยอมและนั่นคือความผิดพลาดที่พระองค์ไม่มีโอกาสแก้ไขงานเลี้ยงของเหล่ายักษ์เมื่อพระราชวังเงียบสงัดและกษัตริย์บรรทมหลับสนิท...หญิงสาวผู้เลอโฉมก็กลับคืนสู่ร่างที่แท้จริงนางออกจากพระราชวัง ไปเรียกพวกยักษ์ของตนมาคืนนั้น พระราชวังซึ่งเคยเต็มไปด้วยผู้คน กลายเป็นสถานที่แห่งความตายเหล่ายักษ์จับคนในวังกินจนหมดส่วนกษัตริย์แห่งตักกสิลา...ถูกยักษิณีผู้ที่พระองค์แต่งตั้งเป็นอัครมเหสีกินเสียเองจากนั้น พวกมันก็หายกลับไปยังเมืองยักษ์
รุ่งเช้า ชาวเมืองเข้าไปในพระราชวังและพบกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อจัดการพระราชวังเรียบร้อยแล้ว เหล่าอำมาตย์จึงเริ่มพูดถึงชายแปลกหน้าที่เดินทางมาถึงเมื่อวาน“หญิงคนนั้นติดตามเขามาตลอดทาง”“แต่น่าแปลก...เขากลับไม่สนใจนางเลย”ทุกคนเริ่มเข้าใจชายผู้นั้นอาจรู้ตั้งแต่แรกว่า นางไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาและถ้าเขาสามารถรักษาสติได้แม้ต้องเผชิญกับสิ่งล่อลวงเช่นนั้น...เขาก็น่าจะเป็นคนที่สามารถปกครองบ้านเมืองได้เหล่าอำมาตย์และขุนนางจึงออกจากเมือง ไปยังศาลาที่เจ้าชายพักอยู่แล้วทูลเชิญว่า“ขอพระองค์เสด็จเข้าครองราชสมบัติแห่งตักกสิลาเถิด”

เจ้าชายตอบรับและเมื่อถึงวันที่เจ็ดนับจากวันที่ออกจากกรุงพาราณสี...คำของพระปัจเจกพุทธเจ้าก็เป็นจริงพระราชโอรสองค์ที่ 101 ผู้แทบไม่มีโอกาสได้ครองบัลลังก์ในบ้านเกิด กลายเป็นพระราชาแห่งตักกสิลา

คนที่ถือภาชนะซึ่งเต็มไปด้วยน้ำมัน ย่อมต้องประคองมันอย่างระมัดระวังฉันใด ผู้ที่ต้องการไปให้ถึงจุดหมาย ก็ควรรักษาจิตของตนด้วยสติฉันนั้น เพราะเส้นทางอาจเต็มไปด้วยสิ่งที่ชวนให้เราหยุดแต่คนที่รู้ว่าตัวเองกำลังจะไปไหน...ย่อมไม่ยอมให้สิ่งระหว่างทาง พาเขาหลงจากจุดหมาย