
ณ พระเชตวันมหาวิหาร…วันหนึ่งในวัดเงียบสงบ แต่บรรยากาศในหมู่สงฆ์กลับตึงเครียดเพราะมีข่าวว่ามหาอำมาตย์สองคนของเมือง…ทะเลาะกันหนักมากต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกันพูดแรง ใส่อารมณ์ จนเรื่องลามใหญ่เหมือนคนที่เคยเป็นมิตรแท้ กลับกลายเป็นศัตรูในพริบตา
พระพุทธเจ้าทรงทราบเรื่องนี้จึงตรัสเตือนภิกษุทั้งหลายว่า“คนสองคนนี้ ไม่ใช่เพิ่งมาทะเลาะกันวันนี้หรอกแม้ในอดีตกาล…ก็เคยเป็นคู่ที่กัดกันไม่หยุดและครั้งนั้น เราเองก็เคยเป็นผู้ทำให้เขากลับมาสงบกันได้”จากนั้น พระองค์ทรงเล่าเรื่องในอดีต…
แต่เมื่อโตขึ้น…เขากลับรู้สึกว่า“ชีวิตในเมืองมีแต่ความวุ่นวายคนแย่งกันเอา แย่งกันเป็นใหญ่สุดท้ายก็ไม่เหลืออะไรจริงๆ”เขาจึงตัดสินใจละชีวิตฆราวาสออกบวชเป็นฤๅษี เข้าไปอยู่ในป่าหิมพานต์อยู่ด้วยผลไม้ รากไม้ฝึกสมาธิจนได้ฌาน ได้อภิญญาใช้ชีวิตเรียบง่ายแต่สงบ


บางวันกัดกันด้วยคำพูดบางวันถึงขั้นจะเอาชีวิตกันจริงๆฤๅษีเห็นแล้วถอนหายใจ“อยู่ป่าแท้ๆ ยังมีไฟในใจขนาดนี้ถ้าปล่อยไว้…ต้องมีวันหนึ่งตายเพราะความโกรธแน่”ฤๅษีจึงเรียกทั้งสองมาพูดด้วยน้ำเสียงสงบ แต่หนักแน่น“การทะเลาะกันไม่เคยทำให้ใครชนะจริงมีแต่ทำให้ใจสกปรกและทำให้ชีวิตสั้นลง”
เขาสอนเรื่องโทษของความพยาบาทและคุณของเมตตาพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกจนทั้งงูและพังพอนเริ่มเงียบในที่สุด…พวกมันยอมลดทิฐิลงทีละนิดและ “ตกลงสงบศึก”จากคู่แค้น กลายเป็นเหมือนเพื่อนร่วมป่าไม่ทำร้ายกันอีก“แค่ไม่กัดกันก็พอแล้วโลกก็เบาขึ้นเยอะ”คืนหนึ่ง…พังพอนนอนอ้าปากเวลาผ่านไปหลายวันดูเหมือนทุกอย่างสงบวันหนึ่ง งูเลื้อยออกไปหาอาหารตามปกติส่วนพังพอนกลับมาที่จอมปลวก
มันเอนตัวลงนอนใกล้ปากโพรงหันหน้าไปทางช่องทางเข้าออกแล้วมันก็…นอนหลับแต่ท่านฤๅษีสังเกตเห็นบางอย่างพังพอนนอนหลับจริงแต่ปากมันกลับอ้าอยู่เขี้ยวแหลมโผล่ชัดเหมือนพร้อมกัดทุกอย่างที่พุ่งเข้ามาฤๅษีเห็นแล้วก็รู้ทันทีว่า“มันยังไม่ไว้ใจ…แม้จะบอกว่าเป็นมิตรแล้วก็ตาม”ท่านจึงเดินเข้าไปถามด้วยความสงสัยแล้วกล่าวขึ้นว่า คำถามของฤๅษี“เจ้าพังพอนเอ๋ยเจ้าก็ทำดีกับงูจนเป็นมิตรกันแล้วแล้วทำไมยังนอนอ้าปากเหมือนเตรียมพร้อมรับศึกอยู่แบบนี้เจ้ากลัวอะไรอีกหรือ?”

เหมือนฤๅษีกำลังถามว่า“ถ้าสงบจริง ทำไมใจยังระแวง?” คำตอบของพังพอนพังพอนลืมตาช้าๆแล้วถอนหายใจก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า“ท่านฤๅษี…ศัตรูคือศัตรูต่อให้วันนี้ดูเหมือนเป็นมิตรก็ใช่ว่าจะไว้ใจได้ทั้งหมด”มันหยุดนิดหนึ่งแล้วพูดต่อเหมือนกำลังสอนบทเรียนชีวิต“คนเราควรระวังศัตรูไว้เสมอแต่บางที…มิตรนี่แหละที่อันตรายกว่าเพราะถ้ามิตรหักหลังเมื่อไรมันทำลายเราได้ถึงรากถึงโคน”
คำพูดนั้นชัดเจนเหมือนมีดศัตรูทำร้ายเรา เราระวังอยู่แล้วแต่ถ้า “มิตร” ทำร้ายเราเราจะเจ็บหนัก เพราะเราเปิดใจให้เขาเองฤๅษียิ้มบางๆ เพราะเข้าใจแล้วกล่าวกับพังพอนว่า“เจ้าพูดถูกคนฉลาดไม่ประมาทไม่ว่าจะเป็นศัตรูหรือมิตร”แต่ฤๅษีก็ปลอบมันต่อว่า“ไม่ต้องกลัวไปเราทำให้เจ้าและงูคืนดีกันอย่างปลอดภัยแล้วงูจะไม่ทำร้ายเจ้าต่อจากนี้จงอยู่ด้วยเมตตาเถิด”
จากนั้นฤๅษีจึงสอนให้สัตว์ทั้งสองฝึกพรหมวิหาร 4คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาทั้งงูและพังพอนก็ใช้ชีวิตต่อไปต่างคนต่างรับผลของกรรมตามทางของตน กลับมาสู่ปัจจุบันพระพุทธเจ้าทรงเล่าเรื่องนี้จบแล้วทรงสรุปให้ภิกษุทั้งหลายเข้าใจว่า“มหาอำมาตย์สองคนนั้นเคยเป็นงูและพังพอนมาก่อนส่วนฤๅษีผู้สอนธรรมในครั้งนั้นก็คือเราตถาคตในวันนี้”
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ได้สอนพังพอนนั้นว่า เจ้าอย่ากลัวเลย เราได้กระทำโดยที่ไม่ให้งูทำร้ายเจ้าแล้ว ตั้งแต่นี้ไป เจ้าอย่าได้ระแวงงูนั้นเลย แล้วสอนให้เจริญพรหมวิหารสี่ มุ่งต่อพรหมโลก แม้สัตว์เหล่านั้นก็ไปตามยถากรรม.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา แล้วทรงประชุมชาดก
งูและพังพอนในครั้งนั้น ได้เป็นมหาอำมาตย์สองคน ในบัดนี้.
ส่วนดาบส คือ เราตถาคต นี้แล.