
อรรถกถา โลหกุมภิชาดก
ว่าด้วย สัตว์นรกในโลหกุมภี
ค่ำคืนแห่งเสียงประหลาดพระเจ้าโกศลประทับอยู่ในวังสาวัตถี คืนนั้นเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลมพัดต้นไม้ไหว แต่แล้วกลับปรากฏเสียงโหยหวนดังขึ้นจากทิศเหนือ เสียงที่มิใช่มนุษย์ หากเป็นเสียงของสิ่งมีชีวิตที่กำลังทนทุกข์แสนสาหัส
เสียงแรกคร่ำครวญเพียงสั้น ๆ ว่า “ทุ...” เสียงถัดมา... “สุ...” เสียงที่สาม... “น...” และเสียงสุดท้าย... “โส...” ทั้งสี่เสียงดังสลับกันวนไปไม่ขาดสาย

พระเจ้าโกศลสะดุ้งตื่น พระทัยเต้นแรง มือกำชายผ้าแน่น พระองค์มิใช่คนขลาด แต่เสียงนั้นเต็มไปด้วยทุกข์ทรมานจนทำให้พระองค์ไม่อาจข่มตาหลับได้ตลอดทั้งคืน

เมื่อฟ้าเริ่มสว่าง บรรดาพราหมณ์ประจำราชสำนักเข้ามาเฝ้า พระราชาเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสีพระพักตร์ซีดเผือด พราหมณ์พากันทำท่าเสแสร้งส่ายมือบอกว่า “มหาราชเจ้า เสียงนั้นเป็นลางร้าย! เพื่อป้องกันอันตราย เราจำต้องบูชายัญสัตว์ ๔ ชนิด ทั้งช้าง ม้า โค และแม้แต่มนุษย์!”

คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในท้องพระโรงเคร่งเครียด ชาวเมืองถูกเกณฑ์มา มัดไว้รอบหลุมยัญ บ้างร้องไห้ บ้างกอดลูกหลานแน่น ความหวาดกลัวคลุ้งไปทั่ว
ขณะเดียวกัน พระนางมัลลิกาเทวีก้าวเข้ามาอย่างสงบ แม้เห็นบรรยากาศวุ่นวายแต่พระพักตร์ยังเปี่ยมเมตตา พระนางทูลถามเหตุ พระเจ้าโกศลเล่าทั้งหมดด้วยเสียงสั่นเครือ พระนางยกมือประนมแล้วตรัสเบา ๆ ว่า “มหาราชเจ้า หากเป็นเรื่องลี้ลับเกินกำลังมนุษย์ เหตุใดไม่ทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงเป็นผู้รู้จริงทั้งโลกทั้งเทวโลก”คำกล่าวนั้นเหมือนแสงสว่างท่ามกลางความมืด พระเจ้าโกศลทรงนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนพยักพระพักตร์อย่างเด็ดขาด แล้วรีบเสด็จไปยังพระวิหารเชตวันทันที
เมื่อถวายบังคมแล้ว พระเจ้าโกศลตรัสถาม พระพุทธองค์จึงแย้มพระโอษฐ์ ตรัสด้วยพระสุรเสียงอันสงบว่า “มหาบพิตร มิใช่ลางร้ายแต่อย่างใด เสียงที่พระองค์ได้ยินนั้น คือเสียงสัตว์นรกที่เคยทำบาปกรรมในอดีตชาติ ได้รับผลกรรมในโลหกุมภีใหญ่ ถูกเคี่ยวด้วยโลหะเดือดนานนับหมื่นปี แม้อยากเปล่งถ้อยคำแห่งความสำนึกก็ทำได้เพียงอักษรเดียวเท่านั้น”
พระพุทธเจ้าตรัสตอบอย่างสงบว่า “มหาบพิตร เสียงนั้นมิใช่ลางร้าย แต่เป็นเสียงของสัตว์นรกที่กำลังเสวยผลแห่งกรรมเก่า พระองค์อย่าได้หวาดหวั่นเลย เรื่องนี้ในอดีตก็เคยเกิดขึ้นแล้ว…”
ย้อนอดีตสู่กรุงพาราณสีโบราณ ครั้งนั้น พระเจ้าพรหมทัตครองราชย์ วันหนึ่งก็ได้ยินเสียงร้องทุกข์ ๔ เสียงเหมือนกัน ทรงสะดุ้งพระทัย พวกพราหมณ์รีบเข้ามาทูลว่า “มหาบพิตร ต้องทำยัญใหญ่! ฆ่าสัตว์อย่างละ ๔ วัว ๔ ม้า ๔ แกะ ๔ ไก่ ๔ เพื่อปัดเป่าเคราะห์ร้าย” พระเจ้าพรหมทัตถึงกับทรงเชื่อ และสั่งให้ขุดหลุมเตรียมพิธีบูชายัญ มหาชนถูกจับมาเตรียมพลีเป็นหมู่ ๆ เสียงร่ำไห้ดังระงมไปทั่วลานหลวง บรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าและความกลัว

พระโพธิสัตว์ในชาติครั้งนั้นบังเกิดเป็นพราหมณ์ผู้บำเพ็ญฌานอยู่กลางหิมพานต์ ท่านได้ยินเสียงด้วยทิพยจักษุ เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็คิดว่า“วันนี้เราต้องไปช่วย มหาชนกำลังจะถูกฆ่าเพราะความหลงผิด”ท่านเหาะลงมายังพระราชอุทยาน

ขณะนั้นเอง ศิษย์หนุ่มของพราหมณ์ใหญ่เกิดสงสัยในคำสอนอาจารย์ที่สั่งฆ่า เขาแอบหนีมา เห็นพระฤาษีก็รีบกราบเล่าเรื่องทั้งหมด ฤาษีจึงบอกว่า “มหาชนจักรอดได้ หากพระราชามาถามเรา”

ศิษย์หนุ่มจึงรีบไปทูลพระราชาให้เสด็จมาเมื่อพระราชามาถึง ก็ถวายบังคมแล้วตรัสถาม“ท่านฤาษี ข้าพเจ้าได้ยินว่า ท่านรู้ความหมายของเสียงทั้งสี่ ช่วยอธิบายให้หายสงสัยด้วยเถิด” ฤาษีกล่าวว่า “เสียงนั้นมิใช่ลางร้าย แต่เป็นเสียงของสัตว์นรก ๔ ตนที่ถูกเคี่ยวอยู่ในหม้อโลหกุมภี กว่าจะโผล่ขึ้นมาหายใจได้ก็เป็นหมื่น ๆ ปี พวกเขาอยากร้องคาถาเพื่อเตือนใจมนุษย์ แต่พูดได้เพียงอักษรละคำก่อนจมลงไปอีก”

จากนั้นฤาษีก็กล่าวคาถาให้ครบความแทนสัตว์นรกเหล่านั้น เช่น ผู้ที่ร้องว่า “ทุ—” หมายถึง “ชีวิตเราช่างลำบาก เพราะเคยมีทรัพย์แต่ไม่เคยให้ทาน ไม่ทำที่พึ่งไว้เลย” ผู้ที่ร้องว่า “สุ—” ต้องการจะบอกว่า “เราทุกข์อยู่นานแสนนาน ไม่เห็นที่สุดแห่งความพ้นทุกข์เลย”ผู้ที่ร้องว่า “น—” หมายถึง “ที่สุดของทุกข์ยากนั้นไม่มี เพราะเราทำบาปกรรมไว้มาก” ผู้ที่ร้องว่า “โส—” ต้องการสื่อว่า “หากได้เกิดเป็นมนุษย์อีก จะขอตั้งใจทำความดีและรักษาศีลให้มาก”
บทเรียนจากเสียงแห่งนรกเมื่อพระราชาฟังจบ พระฤาษีจึงสรุปว่า“มหาบพิตร เสียงเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้พระองค์เกิดอันตราย แต่เป็นเพียงเสียงแห่งวิบากกรรมที่สัตว์นรกต้องชดใช้ การฆ่าสัตว์พลีบูชายัญหาใช่ทางแห่งความสวัสดีไม่”
พระราชาทรงเบาใจ ตรัสสั่งว่า“จงปล่อยมหาชนทั้งหมด! ยกเลิกพิธีบูชายัญ!” แล้วทรงให้ตีกลองประกาศไปทั่วกรุงว่า การฆ่าสัตว์เพื่อบูชายัญเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง มหาชนต่างโห่ร้องยินดี น้ำตาที่เคยไหลเพราะความกลัวเปลี่ยนเป็นน้ำตาแห่งความโล่งใจ พระฤาษีได้ทำให้ทั้งเมืองพ้นจากเงื้อมมือแห่งความ
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
มาณพของปุโรหิตในครั้งนั้น ได้เป็น พระสารีบุตร
ส่วนดาบสได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.