
มหาปโลภนชาดก
ว่าด้วยหญิงผู้เขย่าหัวใจพรหมจรรย์
ณ วัดเชตวันอันสงบเย็น พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ตรัสเล่าเรื่องราวในอดีตเพื่อเตือนใจให้เห็นถึงอันตรายจากตัณหา โดยเฉพาะเมื่อมันมาในรูปของ "ผู้หญิง"
ย้อนกลับไปในอดีตชาติ...มีเทพบุตรผู้ทรงฤทธิ์ จุติจากพรหมโลก มาเกิดเป็นโอรสของพระเจ้ากาสิ ผู้ครองแคว้นมั่งคั่งด้วยราชสมบัติ ชื่อของพระราชกุมารองค์นี้คือ “อนิตถิคันธะ” แปลตรงตัวว่า "ผู้ปราศจากกลิ่นหญิง" เพราะแม้แต่เงาผู้หญิงยังไม่อยากเห็น!
ตั้งแต่แบเบาะ พระกุมารไม่ยอมดูดนมจากสตรีเลย แม่นมต้องปลอมตัวเป็นชาย ถึงจะยอมดื่มได้ เมื่อเติบโตขึ้น พระองค์ก็ขอแยกตัวไปอยู่ในอาคารเงียบสงบ ไม่สุงสิงกับใคร ไม่มองผู้หญิงเลยแม้แต่น้อย พระราชาผู้เป็นบิดา เศร้าใจนัก จึงพยายามคิดหาวิธีให้โอรสเปิดใจยอมรับความรักแบบหนุ่มสาว

แล้ววันหนึ่ง...มีหญิงสาวงามนางหนึ่ง รูปร่างสะโอดสะอง ผิวพรรณเปล่งปลั่ง เสียงไพเราะดุจสวรรค์ เธอเป็นนักร้องนักฟ้อนประจำวัง กล่าวกับพระราชาว่า“หม่อมฉันยินดีจะทำให้พระโอรสโปรดเสวยรสแห่งกาม หากพระองค์จะทรงแต่งตั้งหม่อมฉันเป็นชายาของพระองค์ในภายหลัง”พระราชาได้ฟังดังนั้นถึงกับดีใจน้ำตาไหล ตอบตกลงทันที

แล้วสั่งให้คนดูแลวังเปิดทางให้นางเข้าไปใกล้พระกุมาร รุ่งเช้า วันแผนการเริ่ม! นางหญิงสาวถือพิณไปหน้าห้องบรรทมของพระกุมาร ดีดสายเล็บเสียงหวาน ขับขานเพลงรักกล่อมใจ เสียงนั้นไพเราะราวนางฟ้าร่ายกลอน พระกุมารสดับเสียงนั้นแล้วถึงกับตกใจ สั่งให้พี่เลี้ยงไปดู “ใครกันร้องเพลงหวานล้ำถึงเพียงนี้?” “เป็นหญิงงามผู้หนึ่งพะย่ะค่ะ ถ้าพระองค์ทรงลิ้มรสแห่งกามเมื่อใด โลกนี้จะชื่นบานขึ้นเป็นทวี”

พระกุมารพยักหน้าเบา ๆ สั่งให้นางเข้ามาขับกล่อมใกล้ๆ...จากนั้น...ก็เหมือนลูกศรแห่งกามาพุ่งเข้าแทงใจกลางของพระกุมาร!พระองค์ตกหลุมรัก ยอมให้นางอยู่ใกล้ อยู่ในอ้อมแขน อยู่ในใจ!แต่กิเลสไม่เคยพอ...พระกุมารเกิดความหึงหวงแรงกล้า ประสงค์จะเป็นบุรุษหนึ่งเดียวของโลกที่เสวยกาม! จนถึงกับถือดาบออกไปฆ่าผู้ชายอื่น!

ชาวเมืองต่างแตกตื่น บางคนตาย บางคนหนี เมื่อความเดือดร้อนลามถึงราชสำนัก ชาวเมืองจึงรวมตัวกราบทูลพระราชาว่า“ขอทรงเนรเทศพระกุมารเถิด พระองค์กำลังสร้างหายนะ!”พระเจ้ากาสิจึงมีราชโองการให้เนรเทศพระโอรสและชายาออกนอกเขตราชอาณาเขตทันทีพระกุมารพร้อมชายาเดินทางเร่ร่อนจนถึงชายฝั่งทะเล สร้างบรรณศาลาเล็ก ๆ อยู่กันสองคนอย่างสงบ

วันหนึ่ง พระกุมารออกหาของป่า ทิ้งหญิงสาวอยู่เพียงลำพังในเวลาเดียวกัน ฤาษีผู้มีฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศได้ เดินผ่านเหนือสมุทรมา เห็นควันจากบรรณศาลา จึงเหาะลงมาขอพักและบิณฑบาตหญิงสาวเห็นฤาษี...เกิดความคิดชั่วในใจ ใช้กลอุบายและคำหวาน ล่อลวงให้ฤาษีผู้มีฤทธิ์ตกลงจากพรหมจรรย์

เมื่อพระกุมารกลับมา เห็นฤาษีกำลังพยายามเหาะหนีด้วยความละอาย แต่เพราะเสื่อมฤทธิ์จากความเสื่อมศีล จึงร่วงลงจมหายไปในทะเลพระกุมารตกใจ เสียใจ และตรัสด้วยเสียงเศร้า“โอ้ ฤาษีผู้ยิ่งใหญ่ เคยเหาะผ่านสมุทรได้อย่างสง่างาม กลับต้องจมลงเพราะอิสตรีผู้หนึ่ง...หญิงนั้นคือภัยที่ทำให้แม้พรหมจรรย์ยังมลาย”
จากเหตุการณ์นั้น พระกุมารเกิดความเบื่อหน่ายในกามราคะ ส่งหญิงสาวกลับสู่โลกมนุษย์ แล้วออกบวชเป็นฤาษี ปฏิบัติธรรมด้วยความเพียร จนบรรลุฌาน เข้าถึงพรหมโลกอีกครั้ง
พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้สัตว์ผู้บริสุทธิ์ดีแล้วทั้งหลาย ย่อมเศร้าหมองเพราะอาศัยมาตุคามเป็นเหตุอย่างนี้
แล้วทรงประกาศอริยสัจจธรรม แล้วทรงประชุมชาดก.
ในเวลาจบอริยสัจจเทศนา ภิกษุผู้กระสันได้บรรลุพระอรหัตผล.
ก็อนิตถิกุมารในครั้งนั้น ได้มาเป็น เราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.