
สงครามครั้งหนึ่ง...เกือบเกิดขึ้นเพราะ น้ำเพียงสายเดียวระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์กับเมืองโกลิยะ มีแม่น้ำสายหนึ่งไหลผ่าน ชาวเมืองทั้งสองฝั่งต้องพึ่งน้ำจากแม่น้ำสายนี้เพื่อหล่อเลี้ยงไร่นาปีหนึ่ง น้ำกลับมีไม่มากพอสำหรับทั้งสองเมืองคนงานฝั่งโกลิยะบอกว่า “ถ้าแบ่งน้ำกัน ข้าวของทั้งสองฝั่งอาจไม่รอด เอาน้ำให้พวกเราเถอะ อย่างน้อยนาของพวกเราจะได้ผลผลิต” คนงานฝั่งกบิลพัสดุ์ไม่ยอม“แล้วพวกเราล่ะ? จะให้รอจนพวกเจ้ามีข้าวเต็มยุ้ง แล้วพวกเราต้องเอาเงินไปซื้อข้าวจากพวกเจ้าอย่างนั้นหรือ?”

จากการเถียงเรื่องน้ำ...กลายเป็นการด่าทอจากการด่าทอ...กลายเป็นการลงไม้ลงมือและจากการทะเลาะของคนงาน เรื่องก็ลุกลามขึ้นไปถึงอำมาตย์และราชตระกูลสุดท้าย กษัตริย์ทั้งสองฝ่ายเตรียมกองทัพออกมารบกันจากปัญหาเรื่องน้ำเพื่อเลี้ยงต้นข้าวกำลังจะกลายเป็นสงครามที่ต้องใช้ชีวิตมนุษย์แลกกัน

ภิกษุเหล่านี้เคยเป็นเจ้าชายเคยมีครอบครัวเคยใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเคยอยู่กับภรรยาเมื่อเวลาผ่านไป ความคิดถึงชีวิตเดิมก็ค่อย ๆ กลับมาภิกษุทั้ง 500 รูปเริ่มเบื่อหน่ายชีวิตนักบวชบางรูปคิดถึงภรรยาบางรูปคิดถึงความสุขในอดีตจนในที่สุด หลายรูปเริ่มคิดว่า“หรือเราควรสึก แล้วกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม?”
พระพุทธเจ้าทรงทราบสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของพวกเขาจึงพาภิกษุทั้ง 500 รูปเดินทางไปยังบริเวณ สระกุณาละที่นั่น พระองค์ทรงเริ่มเล่าเรื่องหนึ่งเรื่องของพญานกดุเหว่าที่มีนามว่า...กุณาละ

แต่สิ่งที่น่าประหลาดยิ่งกว่านั้นคือ...มันมีนางนกดุเหว่าคอยปรนนิบัติถึง3,500 ตัวชีวิตของกุณาละแทบไม่ต้องออกแรงทำอะไรเลยบริวาร 3,500 ตัวเวลาเดินทาง นางนกสองตัวจะคาบท่อนไม้ไว้คนละด้านกุณาละเพียงเกาะอยู่ตรงกลาง แล้วปล่อยให้พวกนางพาบินไปนางนกอีก 500 ตัวบินอยู่ด้านล่าง เผื่อกุณาละตกลงมา พวกนางจะได้ใช้ปีกรับอีก 500 ตัวบินอยู่เหนือศีรษะ คอยบังแสงแดด
อีก 1,000 ตัวบินขนาบข้างซ้ายและขวา ป้องกันลม ฝุ่น ความหนาว และน้ำค้างอีก 500 ตัวบินนำหน้า คอยระวังอันตรายจากคน สัตว์ กิ่งไม้ หรือสิ่งกีดขวางอีก 500 ตัวบินตามหลัง คอยพูดคุยด้วยถ้อยคำอ่อนหวาน เพื่อไม่ให้กุณาละรู้สึกเหงาและอีก 500 ตัวบินไปทั่วทุกทิศ เพื่อนำผลไม้กลับมาให้มันกินกุณาละจึงเดินทางจากป่าหนึ่งสู่อีกป่าหนึ่ง จากสวนหนึ่งสู่อีกสวนหนึ่ง จากยอดเขาหนึ่งสู่อีกยอดเขาหนึ่งโดยแทบไม่ต้องลำบากอะไรเลยแต่สิ่งประหลาดก็คือ...ถึงจะได้รับการดูแลขนาดนั้น

กุณาละกลับไม่พูดดีด้วยเลยมันใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดุด่า และตำหนินางนกเหล่านั้นอยู่เสมอพญานกอีกตัวที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงอีกด้านหนึ่งของป่าหิมพานต์ มีพญานกดุเหว่าขาวชื่อว่า ปุณณมุขะมันมีดวงตาสีแดง และมีเสียงพูดไพเราะอ่อนโยน

ปุณณมุขะมีนางนกดุเหว่าคอยดูแล 350 ตัวแม้จำนวนจะน้อยกว่าของกุณาละถึงสิบเท่า แต่การดูแลก็คล้ายคลึงกันพวกนางคอยพาบินคอยป้องกันแดดและลมคอยระวังอันตรายคอยพูดคุยและคอยหาอาหารมาให้แต่ปุณณมุขะปฏิบัติต่อพวกนางต่างจากกุณาละโดยสิ้นเชิงมันกล่าวชมพวกนางเสมอว่า“ดีแล้ว พวกเจ้าดูแลเราอย่างดี สิ่งที่พวกเจ้าทำเหมาะสมแล้ว”เพราะเหตุนี้ นางนกที่อยู่กับปุณณมุขะจึงได้รับคำพูดอ่อนโยนอยู่เสมอ


“แม้ใครพูดกับเราไม่ดี เรายังควรตอบด้วยถ้อยคำที่ดี แล้วนับประสาอะไรกับผู้ที่ดูแลเราอย่างดี?” กุณาละได้ฟัง...แต่แทนที่จะรับฟัง กลับด่าปุณณมุขะเสียอีกปุณณมุขะจึงไม่พูดอะไรต่อมันบินกลับไปยังที่อยู่ของตน

กุณาละคอยดูแลอยู่ข้าง ๆ จนในที่สุด...อาการป่วยของปุณณมุขะก็ค่อย ๆ ดีขึ้นและมันรอดชีวิตมาได้เหตุผลที่กุณาละไม่ยอมไว้ใจเมื่อปุณณมุขะหายดีแล้ว กุณาละจึงเริ่มอธิบายว่า“ตอนนี้เจ้าคงเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเราจึงไม่ยอมวางใจง่าย ๆ”จากนั้น กุณาละเล่าเรื่องผู้หญิงหลายคนที่มันกล่าวว่าเคยพบเห็นหรือได้ยินมามีทั้งหญิงที่มีสามีหลายคนแต่ยังไปมีใจให้ชายอื่น

พญาครุฑที่นอกใจสามีรวมถึงหญิงในราชสำนักและหญิงอีกหลายคนที่ละทิ้งคู่ของตนสำหรับกุณาละ เหตุการณ์เหล่านี้กลายเป็นเหตุผลที่ทำให้มันเชื่อว่า ความหลงใหลสามารถทำให้มนุษย์เปลี่ยนใจ และทำสิ่งที่ขัดกับความสัมพันธ์หรือหน้าที่ของตนเองได้ อย่างไรก็ตาม ต้นฉบับเล่าช่วงนี้ผ่านมุมมองของกุณาละ และใช้ถ้อยคำตำหนิผู้หญิงโดยรวมอย่างรุนแรงตามค่านิยมของข้อความโบราณ ไม่ใช่ข้อสรุปที่ควรนำมาเหมารวมผู้หญิงในปัจจุบัน

เรื่องราวจึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากชีวิตของนกสองตัว กลายเป็นธรรมกถาขนาดใหญ่เกี่ยวกับกาม ความหลง ความผูกพัน และผลของการปล่อยใจให้อยู่ใต้อำนาจของความปรารถนาและนี่คือจุดสำคัญที่จะทำให้เราเข้าใจว่า...ทำไมพระพุทธเจ้าจึงเลือกเล่าเรื่องนี้แก่ภิกษุ 500 รูป
พระพุทธเจ้าทรงเปิดเผยว่า บุคคลในอดีตเหล่านั้นคือใคร
พญานกปุณณมุขะ ต่อมาได้เป็น พระอุทายี
พญาแร้งอานนท์ ต่อมาได้เป็น พระอานนท์