
ครั้งหนึ่ง ในกรุงสาวัตถี มีพราหมณ์คนหนึ่งเป็นปุโรหิตประจำราชสำนักของพระเจ้าโกศลเขาเป็นคนมีตำแหน่งสูงแต่ก็เป็นคนใจร้อนและถือตัวมากวันหนึ่ง ปุโรหิตขับรถม้าเดินทางไปยังหมู่บ้านที่อยู่ในความดูแลของตนระหว่างทาง เขาต้องผ่านถนนแคบ ๆ ที่มีขบวนเกวียนกำลังสวนมาถนนนั้นแคบจนรถสวนกันแทบไม่ได้

แทนที่ปุโรหิตจะพูดดี ๆ เขากลับตะโกนใส่พวกชาวเกวียนว่า“หลีกไป! เปิดทางให้รถของข้าเดี๋ยวนี้!”ฝ่ายชาวเกวียนก็พยายามขยับหลบให้แต่เพราะเกวียนมีหลายเล่ม จึงใช้เวลานิดหน่อยปุโรหิตเริ่มโมโหด้วยความหงุดหงิด เขาคว้าด้ามปฏักขึ้นมาแล้วฟาดใส่แอกรถของเกวียนเล่มหน้าแรง ๆ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นอย่างที่คิดด้ามปฏักกระแทกไม้เต็มแรงแล้วเด้งกลับมาฟาดเข้าหน้าผากของปุโรหิตเองเต็ม ๆโป๊ก!หน้าผากของเขาปูดขึ้นทันที
แทนที่เขาจะยอมรับว่าตัวเองทำพลาดปุโรหิตกลับรีบกลับเข้าเมือง แล้วไปฟ้องพระราชาว่า“พวกชาวเกวียนทำร้ายข้าพระองค์!”พระเจ้าโกศลทรงเชื่อทันที เพราะอีกฝ่ายเป็นถึงปุโรหิตหลวงพระองค์จึงเรียกชาวเกวียนทั้งหมดมาสอบสวน และเกือบจะสั่งลงโทษพวกเขาอยู่แล้ว

แต่ในตอนนั้นเองมีอำมาตย์ผู้หนึ่งก้าวออกมาอำมาตย์ผู้นั้น คือพระโพธิสัตว์พระโพธิสัตว์กราบทูลพระราชาอย่างสุภาพว่า“ข้าแต่มหาราชพระองค์ยังไม่ได้ตรวจสอบความจริงให้ชัดเจนเลยแต่กลับจะตัดสินลงโทษเสียแล้ว”ทั้งท้องพระโรงเงียบลงทันที

พระโพธิสัตว์จึงกล่าวต่อว่า“บางคน…แม้ทำร้ายตัวเองก็ยังกล่าวหาว่าคนอื่นทำบางคนโกงคนอื่นก่อนแต่กลับร้องว่าตัวเองถูกโกงเพราะฉะนั้นการฟังความจากฝ่ายเดียว จึงไม่ควร”พระราชาทรงนิ่งคิดพระโพธิสัตว์จึงอธิบายต่ออีกว่า“ผู้เป็นบัณฑิตต้องฟังทั้งสองฝ่ายก่อนตัดสินไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่หากรีบด่วนสรุปโดยไม่ไตร่ตรองความยุติธรรมก็จะหายไป”

จากนั้น พระองค์ยังกล่าวสอนอีกว่า"คนธรรมดาที่เกียจคร้าน ย่อมไม่ดีนักบวชที่ไม่สำรวม ย่อมไม่ดีบัณฑิตที่ปล่อยให้อารมณ์ครอบงำ ย่อมไม่ดีและกษัตริย์ที่ตัดสินเรื่องโดยไม่พิจารณาให้รอบคอบ… ก็ไม่ดีเช่นกัน"เมื่อพระเจ้าโกศลได้ฟังดังนั้นจึงสั่งสอบสวนใหม่อย่างละเอียดสุดท้าย ความจริงก็ปรากฏว่าชาวเกวียนไม่ได้ทำร้ายใครเลยคนที่ทำตัวเองเจ็บก็คือปุโรหิตนั่นเองพระราชาจึงยกโทษให้พวกชาวเกวียนและตำหนิปุโรหิตที่กล่าวหาเท็จ
พระราชาได้สดับคำของพระโพธิสัตว์แล้ว ทรงวินิจฉัยตัดสินโดยธรรม เมื่อทรงวินิจฉัยโดยธรรม โทษผิดจึงมีแก่พราหมณ์เท่านั้นแล.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
พราหมณ์ในครั้งนั้น ได้เป็น พราหมณ์นี่แหละในบัดนี้
ส่วนอำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิต ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.