
อรรถกถา โลมหังสชาดก
ว่าด้วย การแสวงหาอย่างประเสริฐ
ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่ ปาฏิการาม เมืองเวสาลี ทรงยกเรื่องของ พระสุนักขัตตะ มาเป็นเหตุให้ตรัสธรรมะเรื่องนี้ขึ้น
พระสุนักขัตตะเป็นภิกษุรูปหนึ่ง เคยเป็นผู้ติดตามอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าอย่างใกล้ชิด ท่านถือบาตรจีวรเดินตามพระองค์ทุกวัน แต่ต่อมาท่านกลับเกิดความพอใจในคำสอนของ โกรักขัตติยปริพาชก (นักบวชนอกศาสนาคนหนึ่ง) จึงถวายบาตรจีวรคืน แล้วไปอยู่กับนักบวชคนนั้นแทน

ต่อมาเมื่อโกรักขัตติยปริพาชกตายแล้ว ไปเกิดเป็นอสูรพวกหนึ่งชื่อว่า “กาลัญชิกะ” พระสุนักขัตตะก็เลยสึกจากพระ กลับมาเป็นฆราวาส แล้วเที่ยวพูดให้ร้ายพระพุทธเจ้าตามกำแพงรอบเมืองเวสาลี เขาพูดกับผู้คนว่า
“พระสมณโคดม (พระพุทธเจ้า) ไม่มีธรรมะที่สูงกว่ามนุษย์คนอื่น ๆ หรอก ธรรมที่ท่านแสดงก็เป็นแค่สิ่งที่ท่านคิดเอาเอง ไม่ได้พาใครพ้นทุกข์ได้จริง!”

วันหนึ่ง พระสารีบุตรเดินบิณฑบาตแล้วได้ยินคำพูดนี้จากชาวเมือง จึงกลับมาทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“สารีบุตรเอ๋ย สุนักขัตตะเป็นคนมักโกรธ เขาพูดด้วยความโกรธโดยไม่รู้จริง เขาไม่เห็นคุณของเราเลยจึงกล่าวโทษแบบนั้น”

จากนั้นพระองค์ตรัสอธิบายว่า พระองค์มีคุณพิเศษเหนือมนุษย์ทั่วไปจริง ๆ เช่น
อภิญญา 6 (ความรู้พิเศษ 6 อย่าง เช่น เหาะได้ ระลึกชาติได้ เห็นสิ่งลับตาได้)
พล 10 (พลังทางจิตและปัญญา 10 ประการของพระพุทธเจ้า)
เวสารัชชญาณ 4 (ญาณที่ทำให้ไม่หวั่นไหวในการสอนธรรม)
ญาณกำหนดรู้กำเนิด 4 และคติ 5 (รู้ว่ามนุษย์และสัตว์เกิดจากเหตุอะไร และจะไปเกิดในภพใดต่อไป)
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็น อุตตริมนุษยธรรม — คือสิ่งที่สูงกว่าความสามารถของมนุษย์ธรรมดา
พระองค์ตรัสต่อว่า
“ผู้ใดกล่าวหาว่าเราผู้มีธรรมะอันสูงส่งเช่นนี้ว่าไม่มีอุตตริมนุษยธรรมเลย และไม่ยอมเปลี่ยนความเห็นนั้น เขาจะต้องตกนรก เหมือนถูกฝังทั้งเป็น”
แล้วพระองค์ตรัสถึงพระสุนักขัตตะอีกว่า
“เขาเคยศรัทธาในตบะของโกรักขัตติยะ เพราะเห็นว่าทำได้ยาก แต่ไม่ได้เข้าใจว่าความเพียรเช่นนั้นไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ที่แท้จริง”
จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงเล่าว่า แม้แต่พระองค์เองในอดีตกาล ก็เคยทดลองตบะแบบนั้นเหมือนกัน เพื่อค้นหาความจริงว่ามีประโยชน์หรือไม่
พระองค์ตรัสเล่าถึงอดีตชาติว่า
ในกัปก่อน ๆ นานถึง 91 กัปก่อนภัททกัปนี้ พระโพธิสัตว์ (คือพระพุทธเจ้าในชาติหนึ่งก่อนตรัสรู้) เคยคิดว่า
“เราจะลองใช้ตบะแบบพวกนักบวชนอกศาสนาดู ว่ามีความจริงหรือประโยชน์ไหม”
จึงบวชเป็นนักบวชจำพวกหนึ่งที่เรียกว่า อาชีวก
พระโพธิสัตว์ไม่สวมผ้า ปล่อยให้ตัวเปื้อนฝุ่น ดำรงชีวิตอย่างเงียบขรึมอยู่ผู้เดียว เห็นคนก็หลบหนีไปเหมือนสัตว์กลัวภัย กินของสกปรก เช่น อาหารที่เหลือจากลูกวัวหรือมูลโค เพื่อฝึกความอดทน

ในฤดูหนาว ท่านก็ออกจากป่าไปอยู่กลางแจ้ง ปล่อยให้หิมะและน้ำเย็นเปียกตัวตลอดคืน ส่วนกลางวันก็เปียกน้ำจากต้นไม้ อยู่แบบนี้ทั้งกลางวันกลางคืน
พอถึงฤดูร้อน ก็ทรมานตัวเองด้วยความร้อน อยู่กลางแดดไม่มีลม พอเหงื่อไหลออกก็ไม่เช็ด ท่านตั้งใจจะอดทนเพื่อค้นหาความจริง
อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่ทรมานตนเช่นนั้น ก็เกิดเสียงในใจขึ้นราวกับคาถาที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่า
“เราร้อนก็แล้ว หนาวก็แล้ว อยู่คนเดียวในป่าที่น่ากลัว เป็นคนเปลือย ไม่ผิงไฟ เรากำลังแสวงบุญด้วยความพากเพียร”
คำนี้ทำให้พระโพธิสัตว์ได้คิดว่า
“เราทรมานร่างกายขนาดนี้ แต่ก็ยังไม่เห็นปัญญาอะไรเกิดขึ้นเลยความเพียรแบบนี้ไม่มีผล ไม่มีประโยชน์จริง ๆ”

เมื่อถึงรุ่งเช้า ท่านจึงตระหนักชัดว่า ตบะแบบนี้ไร้สาระ ไม่ใช่หนทางพ้นทุกข์ แล้วก็ละทิ้งวิธีนั้นทันที หันกลับมาถือ สัมมาทิฏฐิ คือความเห็นถูกต้อง แล้วสิ้นชีวิตไปเกิดในสวรรค์
หลังจากเล่าเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าตรัสสรุปว่า
“ในชาตินั้น เราเองก็คืออาชีวกผู้ทดลองตบะนั้นนั่นเอง”
สรุปท้ายเรื่อง
พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า สมัยนั้น เราตถาคต ได้เป็นอาชีวกนั้นแล.
ข้อคิดจากเรื่องนี้
พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้เห็นว่า ความเพียรที่แท้จริงไม่ใช่การทรมานร่างกาย แต่คือการฝึกจิตใจให้มีปัญญา เห็นความจริงตามเหตุผล การแสวงหาธรรมะต้องมีปัญญากำกับ ไม่ใช่เพียงทำสิ่งที่ยากหรือลำบากแล้วจะถือว่าประเสริฐ